Pages

Friday, November 4, 2011

ความบาปมหันต์ (ตอนที่ 3)

เราได้พูดถึงเรื่องความหยิ่งไปแล้ว 2 ตอน และก่อนที่เราจะยุติหัวข้อนี้ผมอยากจะพูดบางประเด็นเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดบางประการซึ่งอาจจะเกิดขึ้นได้ ดังนี้

ประการแรก ความยินดีที่เกิดขึ้นจากการได้รับคำสรรเสริญไม่ใช่ความหยิ่งจองหองนะครับ เด็กที่ได้รับคำชมเพราะทำบทเรียนได้ดี หรือผู้หญิงที่ชายคนรักกล่าวชื่นชมความงามของหล่อน หรือจิตวิญญาณที่พระคริสต์กล่าวชมว่า "ทำได้ดีมาก" คนเหล่านี้ทุกคนรู้สึกยินดีและก็ควรจะรู้สึกเช่นนั้นด้วย เพราะความรู้สึกยินดีในที่นี้ไม่ได้มาจากการที่แต่ละคนพอใจในตัวเอง แต่มาจากการที่คุณได้สร้างความยินดีให้แก่คนที่คุณอยากเอาใจ (และเป็นการถูกแล้วที่คุณจะอยากทำเช่นนั้น)

ปัญหาเริ่มขึ้นเมื่อคุณคิดเกินเลยไปจาก "ฉันได้สร้างความยินดีให้แก่เขาแล้ว ดีจริง" โดยคิดเลยไปว่า "ถึงว่าล่ะ ฉันคงจะต้องเป็นคนชั้นดีไม่เบาเลยเชียวที่ทำได้อย่างนั้น" ยิ่งคุณยินดีในตัวเองมากเท่าไร และยิ่งคุณยินดีในคำสรรเสริญน้อยลงเท่าไร คุณก็ยิ่งแย่ลงเท่านั้น เมื่อคุณพึงพอใจในตัวเองล้วนๆ และไม่สนใจคำสรรเสริญเลย นั่นหมายความว่าคุณตกต่ำถึงก้นบึ้งแล้ว นั่นคือเหตุที่ความหลงลำพองซึ่งเป็นคาวมเย่อหยิ่งที่ปรากฎออกมาภายนอกมากที่สุด แต่แท้จริงแล้วเป็นความหยิ่งยโสที่เบาที่สุดและน่าให้อภัยได้ง่ายที่สุด คนที่มักลำพองใจรู้สึกอยากมากจนเกินงามที่จะให้คนชื่นชม สรรเสริญปรบมือให้ตน และพยายามหลอกล่อผู้อื่นให้ชมตนอยู่เสมอ นี่เป็นความบกพร่องชนิดหนึ่ง แต่เป็นความบกพร่องแบบเด็กๆ และอาจจะเป็นเพียงความบกพร่องเล็กน้อยในด้านความถ่อมใจเท่านั้น ถ้าเป็นเช่นนี้แสดงว่าคุณยังไม่อิ่มกับการชื่นชมตัวเอง

ความหยิ่งยโสจริงๆ ที่มีสำดำเหมือนกับปีศาจเกิดขึ้นเมื่อคุณดูถูกผู้อื่นมากจนกระทั่งคุณไม่สนใจว่าเขาคิดอย่างไรกับคุณ แน่นอนละ บ่อยครั้งก็จะเป็นสิ่งถูกต้องและอาจเป็นหน้าที่ของเราที่จะไม่สนใจว่าคนอื่นคิดอะไรกับเรา ถ้าหากเราาคิดเช่นนั้นด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง คือว่า เพราะเราสนใจว่าพระเจ้าทรงคิดอย่างไรมากกว่าจนเทียบไม่ได้ที่จะสนใจสายตาของมนุษย์ แต่คนหยิ่งยโสมีเหตุผลที่แตกต่างไปในการที่จะไม่สนใจคนอื่น เขาจะพูดว่า "ฉันจะสนใจทำไมกับเสียงปรบมือของคนชั้นเลวพวกนั้น อย่างกับว่าความเห็นของพวกเขามีค่าอะไรอย่างนั้นแหละ และถึงแม้ว่าความคิดเห็นของเขาจะมีค่าอยู่บ้าง ฉันเป็นคนประเภทที่จะหน้าแดงดีใจที่มีคนชมเหมือนสาวน้อยได้ออกเต้นรำครั้งแรกอย่างนั้นหรือ
 ไม่หรอก ฉันเป็นผู้ใหญ่ที่มีความกลมกลืนในบุคลิก ทั้งหมดที่ฉันทำไปเพียงเพื่อตอบสนองอุดมคติของฉันเท่านั้น เพราะว่าฉันเป็นคนอย่างนั้น ถ้าฝูงชนชอบ ก็ปล่อยให้ชอบกันไป พวกเขาไม่มีความหมายสำหรับฉัน"

และประการที่ 2 อย่าคิดว่าเมื่อคุณได้พบคนที่ถ่อมสุภาพจริงๆ เขาจะเป็นเหมือนผู้ที่คนทุกวันนี้เรียกว่า "ต่ำต้อย" เขาจะไม่ใช่คนที่เนื้อตัวสกปรกเปรอะเปื้อนที่คอยพร่ำบอกคุณเสมอว่า เขาไม่สลักสำคัญอะไรเลย เป็นไปได้ว่าสิ่งเดียวที่คุณจะคิดเมื่อเจอคนที่ถ่อมสุภาพจริงๆ ก็คือดูเหมือนท่าทางเขาจะร่าเริง เป็นคนฉลาด และสนใจสิ่งที่คุณพูดกับเขาอย่างจริงจัง ถ้าหากคุณไม่ชอบเขาก็คงเป็นเพราะคุณรู้สึกอิจฉาเล็กน้อยที่ใครก็ตามสามารถจะมีความสุขกับชีวิตได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น เขาจะไม่คิดถึงเรื่องความถ่อมสุภาพ เขาจะไม่คิดถึงตัวของเขาเองเลย

ถ้าหากใครต้องได้คุณสมบัติถ่อมสุภาพ ผมคิดว่าผมสามารถบอกให้ได้ว่าก้าวแรกคืออะไร ก้าวแรกคือต้องตระหนักก่อนว่าตัวเองหยิ่งยโส ซึ่งเป็นก้าวที่ค่อนข้างใหญ่ด้วย อย่างน้อยๆ เราก็จะทำอะไรก่อนขั้นนี้ไม่ได้เลย ถ้าหากคุณคิดว่าคุณไม่ได้หยิ่งหยองเลย นั่นหมายความว่า แท้จริงแล้วคุณหยิ่งหยองจริงๆ

โดย ซี.เอส.ลูอิส

Thursday, November 3, 2011

ความบาปมหันต์ (ตอนที่ 2)


จากตอนที่แล้ว เราได้รับรู้ไปแล้วว่า สิ่งที่ผลักดันให้คนอยากได้มากขึ้นนั้นคือความเย่อหยิ่งต่างหาก ทั้งความปรารถนาที่จะร่ำรวยมากยิ่งกว่าคนรวยคนอื่น และ (ยิ่งไปกว่านั้น) มันคือ กระหายอำนาจ เพราะว่าแน่นอน สิ่งที่คนเย่อหยิ่งชอบจริงๆ ก็คือที่จะได้อำนาจ ไม่มีอะไรที่จะทำให้คนหนึ่งรู้สึกเหนือกว่าคนอื่นได้เท่ากับการที่เขาสามารถจะสั่งการให้คนอื่นทำโน่นทำนี่ได้เหมือนสั่งตุ๊กตาทหาร อะไรทำให้ผู้หญิงสวยๆ สร้างความทุกข์ระทมไปทั่วทุกแห่งที่หล่อนไปถึงโดยการหว่านเสน่ห์ให้มีคนชื่นชอบหล่อนมากๆ แน่นอน ไม่ใช่เพราะสัญชาตญาณทางเพศของหล่อนหรอก ผู้หญิงชนิดนั้นบ่อยครั้งทีเดียวที่เย็นชาเรื่องเพศ ความเย่อหยิ่งต่างหากที่ทำให้หล่อนเป็นเช่นนั้น

ถ้าผมเป็นคนหยิ่ง แล้วตราบเท่าที่ยังมีอยู่คนหนึ่งในโลกนี้ที่มีอำนาจมากกว่าผม หรือรวยกว่า หรือฉลาดกว่าผม คนคนนั้นก็คือคู่แข่งและศัตรูของผม

ความชั่วอื่นๆ บางครั้งอาจจะนำคนให้มาสามัคคีกันได้ คุณอาจพบการสังสรรค์เล่าเรื่องตลกโปกฮาและมีความเป็นมิตรกันในท่ามกลางคนขี้เมาหรือคนล่วงประเวณี แต่ความหยิ่งจองหองหมายถึงการเป็นศัตรูกันเสมอ ความหยิ่งจองหองคือการเป็นศัตรูกันนั่นเอง และไม่ใช่เป็นศัตรูระหว่างมนุษย์กับมนุษย์เท่านั้น แต่เป็นศัตรูกับพระเจ้าด้วย

เมื่อพูดถึงพระเจ้า คุณต้องเผชิญกับผู้ที่เป็นเลิศประเสริฐกว่าคุณในทุกแง่มุมเกินกว่าที่จะวัดได้ คุณไม่อาจจะรู้จักพระเจ้าได้เลย นอกเสียจากคุณจะทราบว่าพระองค์ทรงดีมากขนาดนั้น แล้วเพราะเหตุนั้นคุณจึงทราบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับพระองค์แล้ว ตัวคุณเองไร้ค่าจริงๆ ตราบใดที่คุณยังหยิ่งจองหองอยู่ คุณจะรู้จักพระเจ้าไม่ได้ คนหยิ่งจะมองผู้คนและสิ่งอื่นๆ อย่างเหยียดหยาม และแน่นอน ตราบใดที่คุณมองด้วยสายตาดูหมิ่นเหยียดหยาม ตราบนั้นคุณก็จะไม่มีทางเห็นอะไรที่อยู่เหนือคุณได้

และนั่นทำให้เกิดคำถามหนึ่ง คือจะเป็นไปได้อย่างไรที่คนที่เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า เป็นคนที่มีความหยิ่งยโส จึงสามารถพูดออกมาได้ว่าตัวเองเชื่อในพระเจ้า และตัวเขาเองรู้สึกเคร่งศาสนามาก ผมเกรงว่านั่นหมายความว่า พวกเขานมัสการพระเจ้าในจินตนาการของเขา โดยทฤษฎีเขายอมรับว่าตัวเขาเองไม่มีค่าอะไรต่อหน้าพระเจ้าที่ไม่มีตัวตนนี้ แต่ว่าจริงๆ แล้วตลอดเวลาเขาคิดฝันไปว่าพระองค์ทรงยอมรับการกระทำของเขาและทรงคิดว่าพวกเขาดียิ่งกว่าคนธรรมดาทั่วๆ ไปมาก นั่นก็คือ เขาแสดงความถ่อมใจจอมปลอม ทำให้นึกถึงพระคัมภีร์ที่บอกว่า เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า "พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์กล่าวพระวจนะในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์ มิใช่หรือ เมื่อนั้นเราจะได้กล่าวแก่เขาว่า "เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่ว จงไปเสียให้พ้นหน้าเรา" (มัทธิว 7: 22-23)

แต่ขอบคุณพระเจ้าที่มีเรามีสิ่งหนึ่งที่พระเจ้าประทานให้ นั่นคือ "การทดสอบ" เมื่อใดก็ตามที่เราพบว่าชีวิตฝ่ายวิญญาณของเราทำให้เรารู้สึกพึงพอใจว่าตนดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเรารู้สึกว่าเราดียิ่งกว่าคนอื่น ผมคิดว่า เราแน่ใจได้เลยว่า ขณะนั้นมีผู้กระทำกิจในตัวเราซึ่งไม่ใช่พระเจ้า แต่ว่าเป็นมารซาตาน การทดสอบที่แท้จริงว่าคุณอยู่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าก็คือ เมื่อคุณลืมทุกสิ่งเกี่ยวกับตัวตนของตนเองหรือเมื่อคุณเห็นว่าตัวเองเป็นเพียงสิ่งสกปรกตัวเล็กๆ เท่านั้นเป็นการดีกว่าที่จะลืมตัวตนของตนเองของตนเองเสียให้สิ้น

ความหยิ่งเป็นความบาปที่เกี่ยวข้องกับเรื่องจิตวิญญาณโดยแท้ ตรงดิ่งมาจากนรกเลยทีเดียว และด้วยเหตุนั้นมันจึงแยบยลยิ่งกว่าและมีพิษร้ายถึงตาย ด้วยเหตุผลเดียวกัน ความหยิ่งนี้อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือข่มความชั่วอื่นๆ ที่ชั่วน้อยกว่า มารซาตานหัวเราะ เพราะมันจะพึงพอใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้เห็นคุณกลายเป็นผู้บริสุทธิ์ทางเพศและกล้าหาญและควบคุมอารณ์ได้ ถ้าหากว่ามันสามารถแต่งตั้งจอมเผด็จการหยิ่งจองหองไว้ในตัวของคุณเช่นเดียวกับที่มันจะพอใจทีเดียวที่ไต้เห็นคุณหายจากอาการแสบคันตามมือและเท้า ถ้าหากว่ามันได้รับอนุญาตให้เอาโรคมะเร็งมาให้คุณแทนได้

โดย ซี.เอส.ลูอิส

Sunday, September 25, 2011

ความบาปมหันต์ (ตอนที่ 1)

วันนี้อยากจะใช้เวลากล่าวถึงจริยธรรมคริสเตียนเรื่องหนึ่งที่แตกต่างจากจริยธรรมอื่นอย่างเด่นชัดที่สุด

มีความชั่วอย่างหนึ่งซึ่งไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้หนีพ้น เป็นสิ่งที่ทุกคนในโลกสะอิดสะเอียนเมื่อเห็นในตัวผู้อื่น หลายคนอาจจะยอมรับตัวเองว่าเป็นคนอารมณ์ร้าย หรือเสพของมึนเมา แต่คนที่มีสิ่งนี้มีน้อยคนมากจะยอมรับว่า มีความชั่วชนิดนี้อยู่ในตัวเอง คนอื่นๆ จะแสดงความปราณีน้อยมากต่อความชั่วชนิดนี้ ไม่มีความผิดชนิดไหนที่ทำให้คนสูญเสียความเป็นที่นิยมมากไปกว่านี้ และไม่มีความผิดชนิดไหนที่เราไม่รู้สึกตัวเลยว่ามีในตัวเรามากไปกว่าความผิดชนิดนี้ และยิ่งเรามีมันในตัวเองมากเท่าไร เราก็ยิ่งไม่ชอบมันในตัวผู้อื่นมากเท่านั้น

ความชั่วที่กำลังจะพูดถึงวันนี้คือ ความหยิ่งจองหองหรือความทะนงตน และลักษณะชีวิตที่ตรงกันข้ามกับความชั่วชนิดนี้คือ ความถ่อมใจ คริสเตียนหลายคนเคยกล่าวความชั่วที่เป็นแกนสำคัญที่สุดหรือสิ่งชั่วร้ายสูงสุดคือ ความหยิ่งยโส ความชั่วอื่นๆ เช่น ความไม่บริสุทธฺ์ทางเพศ ความโลภ ความมึนเมา ก็เป็นเพียงแค่มดกัดเท่านั้นเมื่อเปรียบเทียบกับความหยิ่งยโส มารซาตานกลายเป็นมารก็เพราะความหยิ่งยโส ความหยิ่งยโสนำไปสู่ความชั่วร้ายอื่นๆ ทุกชนิด คนหยิ่งยโสมีสภาพจิตใจที่ต่อต้านพระเจ้าโดยสิ้นเชิง

หลายคนอาจจะรู้สึกว่า ผมพูดเกินจริงไป แต่ถ้าเราลองกลับมาทบทวนดู โดยเราต้องทราบก่อนว่าเราหยิ่งแค่ไหน วิธีการง่ายสุดคือ ถามตัวเองว่า "ฉันฉุนมากแค่ไหนเมื่อถูกว่าให้ได้รับความอับอาย หรือเมื่อคนทำเป็นไม่เห็นฉัน หรือแสดงความคิดเห็นโดยฉันไม่ได้ขอความเห็นจากเขา หรือทำตัวราวกับว่า เขามีอะไรดีกว่าฉัน หรือชอบอวด" ประเด็นก็คือว่า ความหยิ่งของแต่ละคนแข่งขันชิงดีกับความหยิ่งของคนอื่นทุกๆ คน การที่เราอยากจะเด่นดังที่สุดในที่งานเลี้ยง เป็นเหตุที่ทำให้เรารำคาญมากที่คนอื่นเด่นดังยิ่งกว่า เสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้อยู่แล้ว โดยสรุปก็คือ ความเย่อหยิ่งโดยแก่นแท้แล้วคือ การชิงดีชิงเด่น มันเป็นเช่นนั้นโดยธรรมชาติของมันเอง ขณะที่ความชั่วอื่นๆ อาจกล่าวได้ว่า จะชิงดีกันก็โดยบังเอิญเท่านั้น

คนหยิ่งจองหองไม่ได้พึงพอใจที่มีอะไรอยู่บ้าง แต่จะพึงพอใจเมื่อมีอะไรมากยิ่งกว่าคนอื่น อาจกล่าวได้ว่าผู้คนหยิ่งเมื่อเขารวย หรือฉลาด หรือสวยหล่อ แต่ที่จริงไม่ใช่เช่นนั้น คนหยิ่งเพราะว่า รวยกว่า ฉลาดกว่า หรือสวยหล่อกว่าคนอื่น ถ้าหากคนอื่นๆ จะรวย ฉลาด สวยหล่อเท่าๆ กันกับตัวเองก็ไม่รู้ว่าจะหยิ่งเชิดได้อย่างไร การเปรียบเทียบนั่นต่างหากที่ทำให้เราหยิ่ง คือมีความพึงพอใจที่มีอะไรเหนือคนอื่นๆ ถ้าหากไม่มีการแข่งขันชิงดีแล้ว ก็ไม่มีความหยิ่งจองหอง นั่นคือเหตุที่บอกว่า โดยเนื้อแท้แล้วความหยิ่งยโสเป็นการชิงดีชิงเด่นชนิดที่ไม่มีความชั่วใดๆ เหมือนเลย

ความรู้สึกทางเพศอาจจะผลักดันให้ผู้ชาย 2 คนชิงดีกันถ้าเผื่อ 2 คนนั้นชอบผู้หญิงคนเดียวกัน แต่นั่นก็มีโอกาสเกิดขึ้นบางครั้งเท่านั้น อาจเป็นไปได้พอๆ กันที่เขาจะชอบผู้หญิงคนละคนที่ไม่เหมือนกัน แต่คนที่หยิ่งทะนงจะแย่งแฟนคุณไปแน่ ไม่ใช่เพราะเขาต้องการหล่อนหรอก แต่เพียงเพื่อจะพิสูจน์ให้ตัวเขาเองเห็นว่า เขาเป็นคนที่เหนือชั้นกว่าคุณ ความโลภอาจจะผลักดันให้คนแข่งขันกันหากว่ามีของไม่พอสำหรับทุกคน แต่ความหยิ่งนั้น ถึงแม้ว่าจะมีอะไรมากกว่าความต้องการอยู่แล้ว ก็ยังจะพยายามหามาได้มากยิ่งขึ้นอีกเพียงเพื่ออวดศักดาของตัวเองเท่านั้น ความชั่วเกือบทั้งหมดในโลกที่คนตราหน้าว่าเป็นความโลภ หรือความเห็นแก่ตัวนั้น แท้ที่จริงแล้วอาจจะเป็นผลมากจากความหยิ่งก็ได้

โดย ซี.เอส.ลูอิส

Saturday, September 3, 2011

The Poem [MV Version]





เนื้อเพลง - บทกวี

ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า
ทุกๆ เรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ในยามค่ำคืนที่เธอมองหา
ไขว่คว้าความสุขใด ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื้อนเอ่ย
ขอให้เป็นดั่งเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา และได้พบกัน

ขอให้บทเพลงที่ฉันร่ำร้อง
เป็นท่วงทำนองที่สอดคล้องไป
กับช่วงเวลาที่เธอเสียใจ เก็บฉันไว้เถิดหนา
ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื้อนเอ่ย
ขอให้เป็นดั่งเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา และได้พบกัน

ให้ฉันเป็นบทกวียามนิทรา
ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงาม
จากนี้จะผ่านเรื่องราวใดๆ ก็ตาม
สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป

ทุกเสียงกระซิบที่ยังอ่อนล้า
ทุกๆ เรื่องราวที่ผ่านเข้ามา ในยามค่ำคืนที่แสนเว้งว้าง
ไขว่คว้าความสุขใด ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื้อนเอ่ย
ขอให้เป็นดั่งเช่นคำเฉลยที่ผ่านมา และได้พบกัน

ให้ฉันเป็นบทกวียามนิทรา
ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ให้เธอฝันสวยงาม
จากนี้จะผ่านเรื่องราวใดๆ ก็ตาม
สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่านไป

ให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม
ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ความอ่อนล้าจงจากเธอ
จากนี้จะผ่านเรื่องราวใดๆ ก็ตาม
สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน
ทุกๆ ข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป

ขอให้เป็นฉันที่ได้เอื้อนเอ่ย
คำเฉลยที่ผ่านมา

เพียงบทกวี หากเธอเป็นเรื่องราวที่ดีให้เราก้าวไป
หากเธอเป็นความสวยงาม สว่างแสนไกล
จะอย่างไรฉันนั้นก็จะรอ

ให้ฉันเป็นบทกวี ที่สวยงาม (สวยงาม)
ส่งเธอขึ้นไปบนฟ้า ความอ่อนล้าจงจากเธอ
จากนี้จะผ่านเรื่องราวใดๆ ก็ตาม
สิ่งที่ยังเป็นคำถาม สิ่งนั้นจะผ่าน
ทุกๆ ข้อความ สิ่งนั้นจะผ่านและพ้นไป

แสนนานสักเท่าไร ฉันยังเฝ้าคอย
สิ่งนั้นจะผ่าน ทุกๆ ข้อความผ่านไป

Thursday, August 18, 2011

ทัศนะและจุดยืนการร่วมพิธีกรรมในความเชื่ออื่น

1) ต้องไม่ขัดกับหลักของพระเจ้าที่ได้เขียนอย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ ตัวอย่างเช่น อย่ากราบไหว้รูปเคารพ อพย.23:24 "อย่ากราบไหว้พระของเขา หรือปรนนิบัติ หรือทำตามแบบอย่างที่พวกเขากระทำ แต่จงทำลายรูปเคารพของเขา และทุบเสาศักดิ์สิทธิ์ของเขาเสียให้แหลกละเอียด" โดยต้องปฏิบัติอย่างชัดเจนเพื่อ

ก. ให้คนอื่นรู้เข้าใจว่าเรามีหลักข้อเชื่ออย่างไร มิฉะนั้นจะกลายเป็นลัทธิสอนผิด
ข. ไม่ผิดต่อพระเจ้าและคริสตจักร ทั้งจิตใจภายในและการแสดงออกภายนอก โดยต่อหน้าและลับหลัง
ค. ไม่ขัดแย้งกับคำสอนในภาคปฏิบัติที่เคยสอนมาหรือทำให้คนเข้าใจผิดว่าประนีประนอมเพื่อบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง

2) แม้หลักปฏิบัติในพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ เป็นเพียงวัฒนธรรมที่ไม่เกี่ยวข้องกับความเชื่อ เราต้องคิดพิจารณาให้รอบคอบว่า คริสเตียนควรปฏิบัติตัวอย่างไรด้วย เพราะ

ก. บางอย่างแม้ไม่เกี่ยวกับความเชื่อ แต่อาจจะทำให้เกิดการตีความว่าเป็นการนมัสการรูปเคารพได้
ข. เราอยู่ในสังคมไทยที่คนส่วนใหญ่มีความเชื่ออื่น ต้องไม่ทำให้เขาสะดุด
ค. มีบางกลุ่มคนที่จ้องจับผิดและโจมตีคริสจักรอยู่แล้วว่าเป็นลัทธิสอนผิด จึงต้องสอนปฏิบัติอย่างระมัดระวังในประเด็นที่อ่อนไหวมาก ๆ

3) การปฏิบัติตัวของคริสเตียนต่อบุคคลต่างๆ ในสังคม
การยกมือไหว้หรือกราบไหว้ จึงเป็นสิ่งที่น่าจะทำได้ แต่ต้องเป็นกรณีที่แสดงออกด้วยการเคารพหรือให้เกียรติคน เพราะคนเข้าใจดีอยู่แล้วว่าการให้ความเคารพคนกับการไหว้รูปเคารพแตกต่างกัน แม้เขาเป็นฆารวาสหรือบรรพชิตในศาสนาก็ตาม
การที่คริสเตียนไปอยู่ในสถานที่ของศาสนาอื่น ที่ไม่ไปยุ่งกับการนมัสการรูปเคารพก็สามารถทำได้

4) ทุกๆ ศาสนาจะมีหลักคิดเบื้องหลังในความเชื่อเกี่ยวข้องการปฏิบัติตัวในศาสนาที่บ่งบอกในความศรัทธาในศาสนานั้นๆ ที่มีรูปเคารพหรือปรัชญาคำสอนเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอ
ดังนั้นต้องศึกษาเป็นเรื่องๆ ว่า คริสเตียนจะปฏิบัติตัวอย่างไรในการเข้าร่วม และต้องมีหลักปฏิบัติชัดเจนที่บอกจุดยืนของคริสเตียนในพิธีต่างๆ เพื่อไม่เป็นหินสะดุดสำหรับคนทั่วไป รวมทั้งการปฏิบัติที่ชัดเจนทำให้เป็นแบบของคนรุ่นต่อมา และจะไม่ทำให้เป็นช่องทางให้เกิดการประนีประนอมในความเชื่อของคริสเตียนในอนาคต

Monday, July 4, 2011

คนอิสราเอลใช้เวลาอยู่ในอียิปต์ 400 หรือ 430 ปี

ก่อนอื่นเรามาดูด้วยกันว่ามีพระคัมภีร์ข้อไหนบ้าง ที่อ้างอิงว่า คนอิสราเอลใช้เวลาอยู่ในอียิปต์ 400 ปี
ปฐมกาล 15:13-14
พระองค์จึงตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงรู้แน่เถิดว่าพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี ส่วนประเทศที่เขารับใช้อยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ต่อมาพงศ์พันธุ์ของเจ้าจะออกมา มีทรัพย์สมบัติมาก

กิจการของอัครทูต 7:6-7
พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และชาวประเทศนั้นจะเอาเขาเป็นทาส และจะข่มเหงเขาเป็นเวลาสี่ร้อยปี แล้วพระเจ้าตรัสว่า "และประเทศที่เขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ภายหลังเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้

และมีพระคัมภีร์ข้อไหนบ้างที่อ้างอิงว่า 430 ปี
อพยพ 12:40-41
ชนชาติอิสราเอลอยู่ในอียิปต์เป็นเวลาสี่ร้อยสามสิบปี ครั้นสิ้นสี่ร้อยสามสิบปีแล้ว ในวันนั้นเองพลโยธาของพระเจ้าก็ยกออกจากประเทศอียิปต์

และมาดูภาษาอังกฤษบ้าง
Ex 12:40-41
Now the sojourn of the children of Israel who lived in Egypt was four hundred and thirty years. And it came to pass at the end of the four hundred and thirty years -- on that very same day -- it came to pass that all the armies of the LORD went out from the land of Egypt (NKJV)

กาลาเทีย 3:15-17
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ถึงแม้เป็นคำสัญญาของมนุษย์ เมื่อได้รับรองกันแล้ว ไม่มีผู้ใดจะล้มเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้นอีกได้ บรรดาพระสัญญาที่ได้ประทานไว้แก่อับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านนั้น มิได้ตรัสว่า และแก่พงศ์พันธุ์ทั้งหลาย เหมือนอย่างกับว่าแก่คนมากคน แต่เหมือนกับว่าแก่คนผู้เดียวคือ แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน ซึ่งเป็นพระคริสต์ ข้าพเจ้าว่า ธรรมบัญญัติซึ่งมาภายหลังถึงสี่ร้อยสามสิบปี จะทำลายพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้เมื่อก่อนนั้น ให้เป็นโมฆะไม่ได้

แท้จริงมีพระคัมภีร์กล่าวถึงตัวเลข 450 ปี ตัวอย่างพระคัมภีร์ที่อ้างอิงว่า 450 ปี
กิจการของอัครทูต 13:16-21
ฝ่ายเปาโลจึงยืนขึ้นโบกมือแล้วกล่าวว่า "ท่านที่เป็นชนชาติอิสราเอลและท่านทั้งหลายที่เกรงกลัวพระเจ้า จงฟังเถิด พระเจ้าของชนชาติอิสราเอลนี้ ได้ทรงเลือกบรรพบุรุษของเราไว้ และได้ให้เขาเจริญขึ้นครั้งเมื่อยังเป็นแขกเมืองในประเทศอียิปต์ และได้ทรงนำเขาออกจากประเทศนั้นด้วยพระหัตถ์อันทรงฤทธิ์ พระองค์ได้ทรงอดทนต่อความประพฤติของเขา ในถิ่นทุรกันดารประมาณสี่สิบปี เมื่อพระองค์ได้ทรงล้างผลาญชนเจ็ดชาติออกเสียจากแผ่นดินคานาอันแล้ว ก็ทรงแบ่งแผ่นดินของชนชาติเหล่านั้นประทานให้เป็นมรดก แก่บรรพบุรุษของเราอยู่ ประมาณสี่ร้อยห้าสิบปี ภายหลังพระองค์ทรงประทานพวกผู้วินิจฉัยแก่เขาจนถึงซามูเอลผู้เผยพระวจนะ คราวนั้นเขาทั้งหลายได้ขอให้มีกษัตริย์ พระเจ้าจึงได้ทรงประทานซาอูลบุตรคีชจากเผ่าเบนยามินให้เป็นกษัตริย์ครบสี่สิบปี

ตรงนี้น่าจะสอดคล้องกับตัวเลข 400 ปีใน ปฐมกาล 15:13-14 และ กิจการของอัครทูต 7:6-7 โดยเขาคำนวนดังนี้
400 ปี คือ ตั้งแต่พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญาต่อพงศพันธุ์ของอับราฮัม
40 ปี คือ ช่วงที่วนเวียนในถิ่นทุรกันดาร
10 ปี คือ ช่วงที่ยึดคานาอัน

คำอธิบายในการตีความเรื่องจำนวนเวลา 400 หรือ 430 ปี

1. การตีความเรื่องเวลาที่ระบุไว้ในพระคัมภีร์แต่ละข้อ

ความผิดพลาดในการตีความเรื่องอายุอาจเกิดขึ้น เมื่อเราไม่ได้มองประโยคจากภาษาเดิม จากพระวจนะในข้อ อพยพ 12:40-41 ในภาษาอังกฤษฉบับ New King James ได้ระบุว่า “Now the sojourn of the children of Israel who lived in Egypt was four hundred and thirty years” ซึ่งแปลได้ว่า “และบัดนี้ นับตั้งแต่การเร่ร่อนของลูกหลานของอิสราเอลผู้อาศัยในอียิปต์ก็เป็นเวลา 430 ปีแล้ว” ซึ่งทำให้เราสามารถตีความได้ว่า พระคัมภีร์อาจจะนับรวมช่วงเวลาตั้งแต่พระเจ้าประทานพันธสัญญากับอับราฮัมเกี่ยวกับลูกหลานของท่าน (คำว่า ลูกหลานของอิสราเอล อาจนับรวมตั้งแต่อับราฮัมได้ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรม กท.3:15-17) ได้รับการทรงเรียกให้ออกจากฮารานจนมาถึงการปลดปล่อยอิสราเอลจากอียิปต์คือ ตอนที่โมเสสได้นำพาอิสราเอลออกจากอียิปต์

ใน ปฐมกาล 12:1-4 ได้ระบุถึงเหตุการณ์ที่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮ้มออกจากฮาราน
พระเจ้าตรัสแก่อับรามว่า "เจ้าจงออกจากเมืองจากญาติพี่น้องจากบ้านบิดาของเจ้า ไปยังดินแดนที่เราจะบอกให้เจ้ารู้ เราจะให้เจ้าเป็นชนชาติใหญ่ เราจะอวยพรแก่เจ้า จะให้เจ้ามีชื่อเสียงใหญ่โตเลื่องลือไป แล้วเจ้าจะช่วยให้ผู้อื่นได้รับพร เราจะอำนวยพรแก่คนที่อวยพรเจ้า เราจะสาปคนที่แช่งเจ้า บรรดาเผ่าพันธุ์ทั่วโลกจะได้พรเพราะเจ้า" ฝ่ายอับรามก็ไปตามพระดำรัสของพระเจ้าโลทก็ไปด้วย เมื่ออับรามออกจากเมืองฮารานนั้น อายุได้เจ็ดสิบห้าปี

และใน กาลาเทีย 3:15-17 ได้ระบุว่า ตัวเลข 430 ปีนั้น เขานับตั้งแต่พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับอับราฮัมจนกระทั่งถึงวันที่พระเจ้าปลดปล่อยอิสราเอลจากอียิปต์และประทานพระบัญญัติแก่โมเสส

กาลาเทีย 3:15-17
ดูก่อนพี่น้องทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่ง ถึงแม้เป็นคำสัญญาของมนุษย์ เมื่อได้รับรองกันแล้ว ไม่มีผู้ใดจะล้มเลิกหรือเพิ่มเติมขึ้นอีกได้ บรรดาพระสัญญา ที่ได้ประทานไว้แก่อับราฮัมและพงศ์พันธุ์ของท่านนั้น มิได้ตรัสว่า และแก่พงศ์พันธุ์ทั้งหลาย เหมือนอย่างกับว่าแก่คนมากคน แต่เหมือนกับว่าแก่คนผู้เดียวคือ แก่พงศ์พันธุ์ของท่าน ซึ่งเป็นพระคริสต์ ข้าพเจ้าว่า ธรรมบัญญัติซึ่งมาภายหลังถึงสี่ร้อยสามสิบปี จะทำลายพันธสัญญาซึ่งพระเจ้าได้ทรงตั้งไว้เมื่อก่อนนั้น ให้เป็นโมฆะไม่ได้

ดังนั้น เราไม่อาจจะใช้การนับช่วงเวลาของยาโคบหรือโยเซฟเข้ามาที่อียิปต์มาตั้งเพื่อคำนวนหาช่วงเวลาว่าเป็น 400 หรือ 430 ปี เพราะพระคัมภีร์ไม่ได้ระบุว่านับตั้งแต่ยาโคบเข้ามาในอียิปต์ แต่ในภาษาเดิมให้ความหมายว่า พวกเขานับตั้งแต่พระเจ้าทรงกระทำพันธสัญญากับอับราฮัม และเขาได้เดินทางออกมาจากบ้านเกิดเมืองนอน และเร่ร่อนในอียิปต์

สิ่งที่ควรตระหนักเสมอคือ เราควรมองพระคัมภีร์จากภาษาเดิม ซึ่งฉบับ New King James แปลได้ตรงภาษาเดิมมากกว่าภาษาไทย นอกจากนี้ เราควรพิจารณาพระคัมภีร์ในทุกข้อทุกตอนไม่ใช่ตอนใดตอนหนึ่งของอพยพแต่ควรพิจารณากาลาเทียหรืออื่นๆ ด้วย

2. หลักการคำนวนช่วงระยะเวลาตั้งแต่พันธสัญญาอับราฮัมจนถึงอิสราเอลออกจากอียิปต์

การคำนวนมีดังนี้
คำนวนจากพันธสัญญาที่พระเจ้ามีกับอับราฮัมจนถึงอิสราเอลออกจากอียิปต์ โดยคำนวนที่ 400 กับ 430 ปี





หากเราตั้งตัวเลข 430 ปีของคนอิสราเอลเข้ามาในอิยิปต์ และหักช่วงเวลาของอายุโมเสส คือ 80 ปีซึ่งเป็นอายุตอนที่เขานำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ เราจะพบว่า จากวันที่โยเซฟจากไปจนกระทั่งถึงโมเสสเกิดจะได้เท่ากับ 144-80 = 64 ปี แต่ถ้าเราเอาตัวเลข 400 ปีของคนอิสราเอลเข้ามาในอิยิปต์ และหักช่วงเวลาของอายุโมเสส คือ 80 ปี ซึ่งเป็นอายุตอนที่เขานำคนอิสราเอลออกจากอียิปต์ เราจะพบว่า จากวันที่โยเซฟจากไปจนกระทั่งถึงโมเสสเกิดจะได้เท่ากับ 114-80 = 34 ปี ซึ่งน่าจะน้อยเกินไป

นั่นหมายความว่า ความน่าจะเป็นไปได้มากกว่าคือ นับเป็นเวลา 64 ปีหลังจากโยเซฟตาย โมเสสจึงเกิดมา!

ด้วยเหตุนี้ หากเราคำนวนเวลานับตั้งแต่ยาโคบเข้าไปในอียิปต์โดยเทียบกับเวลา 400 หรือ 430 ปี เราจะสับสนและไม่มีทางพบช่วงเวลาที่ลงตัว เพราะหากเราดูจากการบันทึกพงศ์พันธุ์ของโมเสส ซึ่งเริ่มจากเลวีผู้เป็นบุตรยาโคบ เราจะพบว่า จริงๆ แล้วโคฮาทลูกของเลวี ก็เกิดแล้วตั้งแต่ยาโคบย้ายมาอยู่ในอียิปต์

ปฐมกาล 46:8
ต่อไปนี้เป็นชื่อเชื้อสายของอิสราเอลที่เข้าไปในอียิปต์ ทั้งยาโคบและบุตรชายของท่าน คือ รูเบนบุตรหัวปีของยาโคบ และบุตรของรูเบนคือ ฮาโนค ปัลลู เฮสโรน และคารมี บุตรของสิเมโอน คือเยมูเอล ยามีน โอหาด ยาคีน และโศหาร์ กับชาอูล บุตรของหญิงคนคานาอัน บุตรเลวีคือ เกอร์โชน โคฮาท และเมรารี

ซึ่งโคฮาทมีอายุ 137 ปี โดยมีโมเสสเป็นหลานของเขา หากเราจะพยายามคำนวนหาช่วงเวลานับตั้งแต่ยาโคบ เลวี โคฮาท อับราม จนมาถึงโมเสสจะไม่มีทางเป็นไปไม่ได้ ที่จะได้ตัวเลขเป็น 430 หรือ 400 ปีแน่นอน

3. การคำนวนหาจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันระหว่าง 400 กับ 430 ปี

มาถึงจุดนี้ เรามีคำถามที่น่าสนใจว่า ความแตกต่างระหว่างจุดเริ่มต้นของจำนวน 400 และ 430 คือ จุดไหนของช่วงชีวิตอับราฮัม เราพบว่า ช่วงเวลา 400 ปี ถูกเริ่มบันทึกไว้ใน ปฐมกาล 15:13-14 โดยกล่าวว่า “พงศ์พันธุ์ของเจ้าจะเป็นคนต่างด้าวในดินแดนซึ่งมิใช่ที่ของเขา และเขาจะต้องรับใช้ชาวเมืองนั้น ชาวเมืองนั้นจะบีบบังคับเขาถึงสี่ร้อยปี” ซึ่งข้อความระบุถึง ลูกหลานของอับราฮัมมากกว่าตัวอับราฮัมเอง

มีทฤษฎีของนักวิชาการที่อธิบายจุดเริ่มต้นของการนับที่แตกต่างกัน 30 ปีว่ามาจากไหน ดังนี้

นักวิชาการเชื่อว่า
การคำนวน 430 ปีน่าจะเริ่มนับตั้งแต่พระเจ้าทรงเรียกอับราฮัมออกจากฮาราน
การคำนวน 400 ปีน่าจะเริ่มนับตั้งแต่พงศ์พันธุ์ของอับราฮัมซึ่งก็หมายถึง อิสอัค ซึ่งอิสอัคเกิดเมื่ออับราฮัมออกจากฮารานมาแล้ว 25 ปี อีก 5 ปีที่เหลืออยู่ตรงไหน

นักวิชาการให้คำตอบว่า จาก
ปฐมกาล 21:8-12
เด็กนั้นก็เติบโตขึ้นและหย่านมและอับราฮัมจัดการเลี้ยงใหญ่ในวันนั้นเมื่ออิสอัคหย่านม แต่ซาราห์เห็นบุตรชายของฮาการ์คนอียิปต์ซึ่งนางคลอดให้อับราฮัม กำลังเล่นอยู่กับอิสอัคบุตรชาย นางจึงพูดกับอับราฮัมว่า "ไล่ทาสหญิงคนนี้กับบุตรชายของนางไปเสียเถิด เพราะว่าบุตรชายของทาสหญิงคนนี้จะเป็นผู้รับมรดกร่วมกับอิสอัคบุตรชายของฉันไม่ได้" อับราฮัมกลุ้มใจ เพราะเรื่องบุตรชายของท่าน แต่พระเจ้าตรัสกับอับราฮัมว่า "อย่ากลุ้มใจเพราะเรื่องเด็กนั้น และทาสหญิงของเจ้า ซาราห์ขออะไรก็จงยอมตามที่นางขอเถิด เพราะชื่อของเจ้าจะสืบต่อไปทางเชื้อสายอิสอัค

ข้อพระคัมภีร์ตอนนี้เป็นเหมือนตราประทับของพระเจ้าที่มอบให้อิสอัคอย่างเป็นทางการที่จะเป็นเชื้อสายของอับราฮัม ไม่ใช่อิชมาเอล โดยช่วงเวลาหย่านมน่าจะกินเวลาอีกประมาณ 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับพระธรรม กิจการฯ 7:6-7 ซึ่งได้กล่าวว่า หากนับที่เชื้อสายจะได้ 400 ปี

กิจการของอัครทูต 7:6-7
พระเจ้าตรัสดังนี้ว่า เชื้อสายของท่านจะไปอาศัยอยู่ในต่างประเทศ และชาวประเทศนั้นจะเอาเขาเป็นทาส และจะข่มเหงเขาเป็นเวลาสี่ร้อยปี แล้วพระเจ้าตรัสว่า "และประเทศที่เขาปรนนิบัติอยู่นั้น เราจะพิพากษาลงโทษ ภายหลังเขาจะออกมาและปรนนิบัติเรา ณ สถานที่นี้

อ้างอิง: http://www.t-cog.org/Articles/The%20400%20Years.pdf: Don Roth

การเชื่อฟัง จากชีวิตของ อิริค ลิดเดิล

ในปี ค.ศ. 1943 กองกำลังการยึดครองของญี่ปุ่นออกคำสั่งให้คนอเมริกันและคนยุโรปหลายร้อยคนเป็น “ชนชาติฝ่ายศัตรู” เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันที่เมืองชานตงในประเทศจีน ผู้ถูกกักกันต้องอดทนกับความเบื่อหน่ายความท้อแท้ผิดหวัง ความแออัดและความกลัวนับเป็นแรมเดือนผู้ถูกกักกันคนหนึ่งอธิบายถึงชายผู้หนึ่งว่า “ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเขาเป็นคนที่ทุกคนต้องการ มีคนรักมากที่สุด และเป็นที่น่านับถือมากที่สุดของคนในค่าย” คือ อาจารย์อีริค ลิดเดิล ผู้เผยแพร่ศาสนาจาก สก๊อตแลนด์

ต่อมาหญิงโสเภณีชาวรัสเซียในค่ายหวนคิดขึ้นได้ว่า ลิดเดิลคือผู้ชายที่ทำอะไรต่อมิอะไรให้เธอโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน ครั้งแรกเมื่อเธอมาที่ค่าย เธอรู้สึกโดดเดี่ยวและถูกดูถูกเหยียบหยามไม่มีใครคบด้วย ลิดเดิลเป็นคนเดียวที่ยินดีช่วยทำชั้นวางของให้เธอ

ผู้ถูกกักกันคนอื่นหวนคิดอีกว่า “เขาเป็นสุภาพบุรุษและมีอารมณ์ขันทำให้ระงับอารมณ์ร้อนได้” ครั้งหนึ่งในการประชุมอย่างเผ็ดร้อนของผู้ถูกกักกัน ทุกคนต้องการให้ใครสักคนทำอะไรสักอย่างเพื่อกลุ่มเยาวชนที่จิตใจว้าวุ่น ลิดเดิลมาพร้อมคำตอบ เขาจัดให้มีการเล่นกีฬา การแกะสลักและมีชั้นเรียนสำหรับเด็กๆ และเขาเริ่มใช้เวลาในตอนเย็นกับกลุ่มวัยรุ่นเหล่านั้น

การแข่งขันกีฬาโอลิมปิคปี 1924 ลิดเดลได้รับชัยชนะทั้งชื่อเสียงและเกียรติยศ เขาได้รับเหรียญทองวิ่งแข่ง 400 เมตร และได้รับชัยชนะในความเป็นคริสเตียนด้วยเช่นกัน เขาได้รับการยกย่องชมเชยและเป็นที่กล่าวขวัญมากที่สุดในกลุ่มผู้ถูกกักกันทั่วโลก

อะไรทำให้เขาเป็นคนพิเศษแบบนี้? ท่านสามารถพบเคล็ดลับของเขาได้ทุกวันเวลา 6 โมงเช้า นั่นคือเขาเดินย่องด้วยปลายเท้าเงียบๆ ผ่านเพื่อนๆ ที่กำลังหลับไปยังโต๊ะจีน เพื่อจุดตะเกียงเล็กๆ สำหรับจดบันทึกและศึกษาพระคริสตธรรมคัมภีร์ของเขา ในแต่ละวันอีริค ลิดเดิล เชื่อฟังในพระวจนะอย่างเข้มแข็งและพึ่งพาพระคุณของพระเจ้าที่มีอย่างมากมาย

ที่มา www.thaivop.com

Saturday, July 2, 2011

จงทำใจให้เหมือนเด็ก

สมัยเด็กๆ เมื่อมีคนถามคุณว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร? คุณจะตอบทันทีว่าจะต้องเป็นนักบินอวกาศ ,เป็นนักวาดการ์ตูน ,เป็นดารา ,เป็นไอ้มดแดง ฯลฯ เพราะสิ่งเหล่านี้มันชัดเจนอยู่ในใจของคุณ (ขณะเป็นเด็ก) ตลอดเวลา แต่เมื่อเราโตขึ้นเรื่อยๆ การเรียนรู้ทั้งด้านวิชาการและสังคม กลับตีกรอบความคิดเรา ทำให้เรารู้จักคำว่า "ความเป็นไปไม่ได้" ทั้งๆที่คุณอาจจะได้เป็นนักวาดการ์ตูนมือหนึ่งของโลกก็ได้ แต่พ่อแม่คุณไม่ส่งเสริม หรือคุณอาจถูกตัดโอกาสที่จะได้แสดงฝีมือ เพียงเพราะสังคมบอกคุณว่ามันเป็นอาชีพที่ไม่ทำเงิน ฯลฯ แล้วมาถึงตอนนี้ คุณยังจะต้องถูกทำให้คิดว่า เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นอะไรบางอย่างที่คุณอย่างเป็นอีกหรือ?

จงทำใจให้เหมือนเด็ก - คุณรู้ไหมว่าเคล็ดลับของผู้ประสบความสำเร็จด้านต่างๆในโลกหลายๆคน เขาไม่รู้จักคำว่า "ความเป็นไปไม่ได้" เอาเสียเลย ไม่อย่างนั้น คงไม่มีคนไปเหยียบดวงจันทร์ (เพราะใครๆก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้) หรือคงไม่มีคนทำเครื่องบินให้เราบิน (เพราะใครๆก็คิดว่าของที่หนักกว่าอากาศ และไม่มีปีกกระพือขึ้นลง ย่อมไม่สามารถลอยในอากาศได้) นั่นคือ คุณจะต้องทำใจให้ปล่อยวางกฎเกณฑ์หรือสิ่งที่ตีกรอบทั้งหมดรอบตัวคุณ แล้ว คิดเหมือนตอนคุณเป็นเด็ก ว่า "คุณทำได้" จงสร้างภาพในใจว่าคุณสามารถเป็นสิ่งที่คุณอยากเป็นได้ โดยไร้ข้อกังขาใดๆทั้งสิ้น

จากนั้นจึงสร้างภาพในใจ ให้ตัวเองเป็นสิ่งนั้น - อังเดร อากัสซี นักเทนนิสมือหนึ่งของโลกหลายปีซ้อน ต่อมา ฟอร์มการเล่นของเขาตกลงมากจนไม่ได้แชมป์รายการใดๆเลย เขาจึงเข้าพบแอนโทนีส์ ฮ้อบกินส์ นักพัฒนาจิตชื่อดัง แล้วได้รับคำแนะนำว่า "เหตุที่เป็นเช่นนั้น เพราะภาพแห่งความเป็นแชมป์ในใจของเขาได้หายไป" แอนโทนีส์จึงเปิดเทปวีดีโอการตีเทนนิสของอังเดรฯ เมื่อสมัยประสบความสำเร็จอย่างมากให้ตัวอังเดรฯดูเอง แล้วแนะนำว่าอังเดรฯจะต้องทำท่าทาง ,สีหน้า ,แววตา และความคิดให้เหมือนกับตัวเองในเทปที่ถ่ายไว้เมื่อหลายปีก่อนนั้น อังเดรฯจึง สร้างภาพตัวเอง ให้เป็นตัวเองเมื่อหลายปีก่อนในเทปนั้น ไม่ว่าจะเป็นการแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราดบนคอร์ด ,แววตาอันโหดเหี้ยม การควงแร็กเก็ตฯลฯ และปรากฏว่าอังเดรฯก็กลับมาประสบความสำเร็จ และเป็นแชมป์ได้อีกอย่างงดงาม


เราบอกความจริงแก่ท่านว่า ถ้าผู้ใดๆจะสั่งภูเขานี้ว่า "จงลอยไปลงทะเล"
และมิได้สงสัยในใจแต่เชื่อว่าจะเป็นไปตามที่สั่งนั้น ก็จะเป็นตามนั้นจริง มาระโก 11:23


ที่มา www.tuvayanon.net

Friday, July 1, 2011

ความเชื่อ... คุณธรรมที่คริสเตียนต้องมี



จากที่ได้ชมคลิปวีดีโอนี้ เราได้ข้อคิดอะไรกันบ้างครับ? ผมคิดว่าทุกคนคงได้เรื่องคล้ายๆ กัน คือ คำว่า "ความเชื่อ" บทความนี้เป็นข้อคิดอีกแง่มุมหนึ่งของคำๆ นี้ครับ

คริสเตียนมักจะใช้คำว่า “ความเชื่อ” ใน 2 ความหมายหรือ 2 ระดับ ในความหมายแรกหมายความเพียงแค่ความเชื่อ คือ การยอมรับและความเชื่อว่าหลักคำสอนของคริสเตียนเป็นจริง ความหมายในระดับนี้ฟังดูค่อนข้างง่าย แต่สิ่งที่ทำให้งุนงงคือข้อที่ว่า คริสเตียนถือว่าความเชื่อในความหมายนี้เป็นความคุณธรรม (หรือลักษณะชีวิต)

โรม 1:17 เพราะว่าในข่าวประเสริฐนั้น ความชอบธรรมของพระเจ้าก็ได้สำแดงออกโดย เริ่มต้นก็ความเชื่อ สุดท้ายก็ความเชื่อ ตามที่พระคัมภีร์มีเขียนไว้ว่า คนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่อ

2โครินธ์ 1:24 เราไม่ใช่เป็นนายบังคับความเชื่อของพวกท่าน แต่ว่าเราเป็นผู้อุปการะ เพื่อท่านจะรับความชื่นชมยินดี เพราะท่านตั้งมั่นอยู่ในความเชื่อแล้ว

เคยถามไหมว่า ความเชื่อเป็นความคุณธรรม (หรือลักษณะชีวิต) ได้อย่างไร มันมีอะไรที่มีศีลธรรมหรือไร้ศีลธรรมเกี่ยวกับการเชื่อหรือไม่?
(ข้อคิดแทรก: คนมีสติดีอยู่จะรับหรือปฏิเสธข้อความใดๆ ไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากรับหรือไม่อยากรับ แต่เป็นเพราะว่าหลักฐานสนับสนุนน่าเชื่อถือหรือไม่ และถ้าเขาคิดว่าหลักฐานนั้นไม่น่าเชื่อเลย แต่พยายามบังคับตัวเองให้เชื่อทั้งๆ รู้อย่างนั้น ก็คงต้องเรียกว่าโง่จริงๆ)

จริงหรือไม่ที่หลายคนสรุปเองว่า ถ้ามนุษย์ยอมรับด้วยใจครั้งหนึ่งว่าสิ่งหนึ่งเป็นความจริง เขาจะถือว่ามันเป็นความจริงอย่างนั้นตลอดไปโดยอัตโนมัติจนกว่าจะมีเหตุผลสำคัญที่ทำให้ต้องพิจารณากันใหม่ปรากฎตัวขึ้น หรือพูดง่ายๆ ว่าความคิดของคนถูกควบคุมด้วยเหตุผลทั้งสิ้น คุณคิดว่า ข้อความนี้เป็นจริงสำหรัยคุณไหม?

ผมอยากบอกว่าแท้ที่จริงๆ มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตัวอย่างเช่น
หลักฐานที่ดีชิ้นหนึ่ง ทำให้เรายอมรับว่ายาสลบจะไม่ทำให้ผมหายใจไม่ออก (หรือถึงแก่ความตาย) และศัลยแพทย์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีจะไม่เริ่มลงมือผ่าตัดจนกว่าเราจะหมดสติไปก่อน แต่เวลาที่เรานอนลงบนเตียงผ่าตัดและเอาหน้ากากยาสลบมาเปิด เราก็จะเริ่มตกใจกลัวแบบเด็กๆ เริ่มสูญเสียความเชื่อที่มีในเรื่องยาสลบ แต่ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ทำให้ความเชื่อหมดไป ในทางตรงกันข้ามความเชื่อยังคงตั้งอยู่บนเหตุผล แต่อารมณ์และจินตนาการและอารมณ์ต่างหากที่ทำให้ความเชื่อไม่มั่นคง

ตัวอย่างอื่นๆ เช่น
ชายรู้และมีหลักฐาน หญิงสาวที่รู้จักชอบเผยความลับ แต่พออยู่ใกล้ก็ยังคิดว่า “บางทีหล่อนคงไม่ทำเช่นนั้น”
หรือเด็กที่เห็นคนลอยตัวในน้ำ เขารู้ว่ามนุษย์สามารถลอยตัวได้ในน้ำ แต่พอเขาไปหัดว่ายน้ำ ในช่วงเวลาที่ครูฝึกจะปล่อยมือให้เขาว่ายเอง เขาอาจจะสูญเสียความเชื่อทำให้จมน้ำได้

สำหรับคริสเตียน ถ้าชายคนหนึ่งตัดสินใจเชื่อพระเยซูคริสต์อย่างเข้าใจ แต่ในอีก 3 – 4 สัปดาห์ข้างหน้าอาจจะมีบางเรื่องที่เกิดอะไรบางอย่างสั่นคลอนความเชื่อของเขา หรือเขาอยู่ท่ามกลางคนไม่เชื่อ และอาจจะเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านโจมตีความเชื่อตนเอง หรืออาจจะอยากทำตามเนื้อหนัง / ความบาปบางเรื่อง

เคยหรือไม่ที่ชีวิตของเราอาจจะมีช่วงเวลาที่เคยคิดว่า ถ้าความเชื่อคริสเตียนไม่เป็นจริง จะทำให้ชีวิตสะดวกมากขึ้น และความปรารถนาก็จะโจมตีความเชื่อของตนเอง (ในกรณีนี้ไม่ได้พูดถึงช่วงที่มีเหตุผลจริงๆ จังๆ ในการต่อต้านคริสเตียนขึ้นมา แต่พูดถึงกรณีเกิดอารมณ์พลุ่งพล่านโจมตีความเชื่อ)

ฉะนั้นความเชื่อที่กำลังพูดถึง “ความสามารถในการยึดถือสิ่งที่เหตุผลของเราได้ยอมรับแล้วว่าถูกต้อง แม้ว่าอารมณ์จะขึ้นๆ ลงๆ ในบางเวลา" เพราะอารมณ์นั้นมีสิทธิในการแปรปรวนได้ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความคิด เพราะมีบางครั้งเหมือนกันที่เราเป็นคริสเตียนแล้ว แต่ก็คิดว่าบางครั้งสิ่งที่เราเชื่อทั้งหมดนั้นอาจจะไม่เป็นจริง นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมความเชื่อจึงเป็นคุณธรรมที่สำคัญยิ่ง ไม่ฉะนั้นเราจะเป็นคริสเตียนที่ดีไม่ได้

การฝึกฝนดำเนินชีวิตตามความเชื่อ
ขั้นตอนแรก คือ ยอมรับว่าอารมณ์ของเรานั้นแปรปรวนได้
ขั้นตอนที่ 2 คือ เมื่อเรารับเชื่อ ต้องดูแลให้มีการนำหลักคำสอนมาใคร่ครวญ นี่คือเหตุผลที่เรานั้นต้องมีการอธิษฐาน / ใคร่ครวญพระวจนะ และไปร่วมคริสตจักรทุกสัปดาห์ เพื่อเราทั้งหลายจะรับการย้ำเตือนในสิ่งที่เราเชื่อ ไม่มีความเชื่อไหนจะลุกโชติช่วงในใจเราตลอดไปอย่างอัตโนมัติ ความเชื่อต้องไปรับการบำรุงเลี้ยงอยู่เสมอ

อันที่จริงถ้าเราศึกษาความถดถอยไปจากความเชื่อ พบว่าจะมีสักกี่คนที่ถดถอยเพราะได้ถกเถียงกันแล้วด้วยเหตุผลว่าพระเจ้าไม่มีจริง ไม่จริงหรอกที่คนส่วนใหญ่ถดถอยเพราะความเชื่อเลือนหายไป

ความเชื่อในความหมายที่ 2 เป็นสิ่งที่ยากที่สุดเท่าที่เคยอธิบายมา เราต้องกลับไปสู่เรื่องความถ่อมใจก่อน “คนที่ถ่อมใจ คือคนที่ยอมรับว่าตัวเองมีความหยิ่งจองหอง”

ก้าวต่อไป คือการที่เราเข้าใจว่า การพยายามปฏิบัติตามคุณธรรมของคริสเตียน 1 สัปดาห์ไม่เพียงพอหรอก เราลองทำไปสัก 6 สัปดาห์จะพบว่าเราถอยกลับมาสู่จุดเริ่มต้น หรือแย่กว่าจุดเริ่มต้น และเราจะได้พบความจริงบางเรื่องคือ ไม่มีใครรู้ว่าตัวเองเลวขนาดไหน จนกว่าจะได้ลองพยามทำดี

มีแต่คนที่พยายามต่อต้านการทดลองเท่านั้นจึงจะรู้ว่าสิ่งเย้ายวนของการทดลองเป็นอย่างไร เหมือนเวลาเราสู้กับกองทัพจะรู้ว่ากองทัพน่ากลัวก็เมื่อเข้าปะทะ ไม่ใช่ยอมแพ้ ฉะนั้นคนเลวจึงรู้เกี่ยวกับการทดลองน้อยมาก พระเยซูจึงเป็นผู้เดียวที่เข้าใจการทดลองมากที่สุด

มาถึงประเด็นสำคัญ คือ เมื่อเราพยายามทำตามคุณธรรมของคริสเตียนเรานั้นจะพบความล้มเหลว ถ้าหากเราเคยมีความคิดที่ว่า พระเจ้าเป็นผู้ออกข้อสอบให้เราทำ และถ้าเราได้คะแนนดีเรานั้นก็สมควรจะได้รับ ขอให้ลบความคิดนี้ออกไปจากชีวิต หรือความคิดที่ต่อรอง เช่น เรานั้นกระทำในส่วนที่เป็นไปตามพระสัญญาแล้ว พระองค์เป็นหนี้เรา ถ้าจะให้ดีพระองค์ต้องทำในส่วนของพระองค์ด้วย ความคิดเช่นนี้ก็ต้องลบออกเช่นเดียวกัน

คนที่มีความเชื่ออย่างเลือนรางมักจะมี 2 ความคิดนี้ ผลแรกของความเชื่อคริสเตียนคือทำลายความเหล่านี้ออกไปทั้งสิ้น บางคนคิดว่า นี่คือความล้มเหลวของคริสเตียน แต่จริงๆ พระเจ้ารู้อยู่แล้วว่าเรานั้นสู้ไม่ได้ มาถึงความจริงที่สำคัญคือ พลังความคิด ความสามารถ พลังในการเคลื่อนไหวทุกวินาที เราได้รับมาจากพระเจ้านั่นเอง

อ้างอิง: หนังสื่อแก่นแท้คริสตศาสนา

Raise from the Dead: A True Story

วีดีโอชุดนี้ เป็นประสบการณ์ชีวิตจริงของชายที่ชื่อว่า ดาเนียล ซึ่งมีประสบการณ์ฟื้นขึ้นจากความตาย และในระหว่างที่เขาตายนั้น เขาเล่าว่า ทูตสวรรค์ได้พาจิตวิญญาณไปเยี่ยมชมสวรรค์และนรก และรายงานคริสเตียนหนึ่งได้นำประสบการณ์นี้มาเล่าเป็นเรื่องราว โดยใช้ภาพ CG (Computer Graphic) มาประกอบเพื่อให้เข้าใจภาพในประสบการณ์ของดาเนียลได้มาขึ้น โดยอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าประสบการณ์เหล่านี้เป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นกับคริสเตียนบางคนอย่างเจาะจงเท่านั้น ไม่จำเป็นว่าต้องเกิดกับคริสเตียน (อยากให้ทุกคนเข้าใจในเรื่องนี้ด้วย)

เนื่องจากในวีดีโอชุดนี้เป็นเสียง Sound track ซึ่งหลายท่านอาจจะดูแล้วไม่เข้าใจ จึงขออนุญาตเล่าเรื่องย่อให้ฟัง โดยบางท่านอาจจะคิดว่าเป็นการ Spoil อาจจะข้ามเนื้อหาในส่วนนี้ไปเลยก็ได้ ถ้าท่านสามารถฟังภาษาอังกฤษก่อน

เหตุการณ์นี้เริ่มจาก "ดาเนียล" เกิดมีปัญหาทะเลาะกับภรรยา (ตามประสาผัวเมืย) จนตัวดาเนียลต้องขับรถออกจากบ้าน (ประมาณว่าหนีปัญหานั่นแหละ) ออกมาเยี่ยมคุณพ่อ หลังจากที่ทักทายคุณพ่อเสร็จแล้ว ปรากฎว่า น้ำมันเบรกของรถรั่ว แต่ดาเนียลไม่ทราบจึงขับรถออกไป ก็เสร็จสิครับทีนี่ รถเกิดอาการเบรกไม่อยู่ พุ่งเข้าชน เป็นเหตุทำให้ดาเนียลเสียชีวิต!!!

จากนั้นจะเป็นประสบการณ์ที่ดาเนียลได้เห็นในช่วงที่เสียชีวิต ทูตสวรรค์ได้พาดาเนียลไปที่สวรรค์ สิ่งที่ดาเนียลได้เห็นคือ ฝูงชนจำนวนมากกำลังร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้า เป็นเสียงเพลงที่ไพเราะ และไม่เคยได้ยินที่ไหนในโลกมาก่อน ตอนแรกดาเนียลคิดว่า ฝูงชนเหล่านั้นคือ ทูตสวรรค์ที่มาสรรเสริญพระเจ้า แต่แท้ที่จริง คนเหล่านั้นคือ กลุ่มธรรมิกชนที่ดำเนินชีวิตติดตามพระคริสต์ (เชื่อว่า เราทั้งหลายก็จะเป็นหนึ่งในนั้น) บนสวรรค์แม้กระทั่งก้อนหินหรือดอกไม้ก็ยังสรรเสริญพระเจ้า นอกจากนี้บนสวรรค์ ดาเนียลยังเห็นสถานที่ถูกเตรียมไว้สำหรับธรรมิกชนด้วย

และทูตสวรรค์ก็พาดาเนียลไปยังนรกบึงไฟ ซึ่งเป็นที่ๆ ตรงข้ามกับสวรรค์อย่างสิ้นเชิง ดาเนียลได้ยินเสียงร้องเหมือนกัน แต่เป็นเสียงร้องโหยหวน คนจำนวนมากถูกไฟเผา จนเนื้อหลุดและไหม้เกรียม แต่ก็ฟื้นขึ้นมาใหม่ ไม่มีใครตายที่นั่น มีแต่กลิ่นเนื้อไหม้ มีหลายคนร้องขอความช่วยเหลือจากดาเนียล ที่นั่นมีคนหนึ่งเป็นศิษยาภิบาล แต่ทำบาปกับพระเจ้าจนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเขาในการลงมาอยู่ในนรกบึงไฟแห่งนี้ และยังมีคนจำนวนหนึ่งที่กำลังตกลงมาในนรกแห่งนี้ เป็นเหมือนลูกไฟตกลงมา

และที่นรกนี่เอง ทูตสวรรค์ได้บอกถึงดาเนียล เรื่องบาปที่เขาได้ทำคือ การที่เขาผิดใจกับภรรยา ทำให้เขากลับใจในเรื่องนี้

ส่วนเหตุการณ์บนโลกมนุษย์ ศพของดาเนียลได้ถูกนำไปทำตามกระบวนการ คือ ถูกส่งให้คนดูแลศพ และมีการฉีดฟอมาลีน ก่อนที่จะทำตามกระบวนต่างๆ ต่อไป แต่มีอยู่คืนหนึ่งที่คนดูแลศพ ได้ยินเสียงเพลง (ในวีดีโอเป็นเหตุการณ์ช่วงเวลาเดียวกับที่ดาเนียลได้ยินเสียงเพลงบนสวรรค์) คนดูแลศพจึงเดินไปค้นหาต้นตอของเสียงเพลง ซึ่งเขาก็พบว่า ศพของดาเนียลกำลังส่องแสงอยู่

จากนั้นมีคริสเตียนกลุ่มหนึ่งมาจัดงานสัมมนา ภรรยาของดาเนียลจึงพาศพของดาเนียลไปที่งานสัมมนานี้ และคริสเตียนก็พากันวางมือ จากนั้นศพของดาเนียลก็เริ่มอุ่นขึ้น มีสีเลือด และเกิดสิ่งอัศจรรย์ขึ้นคือ ดาเนียลลุกขึ้นมา และเขามีชีวิต โดยเขาตะโกนว่า "หนังสือของผมอยู่ไหน" เพราะดาเนียลจดทุกอย่างที่เห็นในระหว่างที่เขาตายในหนังสือ แต่แท้ที่จริงหนังสือเล่มนั้นก็คือ จิตใจของเขานั่นเอง

จากนั้นในวีดีโอก็จะพาไปชมหลักฐานต่างๆ ที่แสดงว่า ดาเนียลได้ตายไปแล้วจริง ทั้งสถานที่เก็บศพหรือเอกสารที่รับรองว่าเขาตายไปแล้ว รวมทั้งการถูกฉีดฟอมาลีน

และนี่คือ เรื่องย่อทั้งหมด ขอทุกท่านรับชมวีดีโอได้ตั้งแต่บัดนี้นะครับ...