Pages

Monday, August 30, 2010

He Never Sleeps (Thai Lyric) เนื้อไทย

English Version



Thai Version



คอร์ดกีตาร์ : thaiworship

ยางซอนคโย (sub-thai)

"หลายคนในโลกมองดูผมเฉยๆ แต่ผมมองดูคนที่ไม่ได้รับความรอดเฉยๆไม่ได้"

Thursday, August 26, 2010

รูป กะคลิป สร้าง เรือโนอาห์ขนาดยักษ์ เกือบเท่าของจริง



ที่เนเธอร์แลนด์มีการสร้างเรือ Noah ขึ้นโดยอ้างอิงจากคัมภีร์ Bible ในเรือมีสัตว์จำลอง สามารถเข้าไปเดินเล่นข้างในได้สบายๆ








จาก freshpics

ประวัติ เรือโนอาห์

เรือโนอาห์ (อังกฤษ: Noah's Ark) ถูกกล่าวถึงในพระธรรมปฐมกาลบทที่ 6 ก่อนที่พระเจ้าจะทรงทำลายมนุษย์ด้วยการทำให้น้ำท่วมโลก พระองค์ทรงเห็นว่าโนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยนั้น และดำเนินกับพระเจ้า

ขนาด และรูปลักษณ์ของเรือโนอาห์
ในพระธรรมปฐมกาล พระเจ้าทรงให้โนอาห์ประกอบเรือตามแบบที่พระองค์ทรงกำหนดไว้ดังนี้

วัสดุประกอบเรือ
ไม้สนโกเฟอร์ ความยาว 300 ศอก ความกว้าง 50 ศอก ความสูง 30 ศอก
จำนวนชั้น 3 ชั้น พร้อมดาดฟ้าเรือ มีหลังคาสูง 1 ศอก
ยาชันทั้งภายนอกภายใน แบ่งเรือออกเป็นห้อง (ไม่ได้ระบุจำนวนห้อง)

สิ่งที่บรรทุกในเรือ
พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้โนอาห์นำสิ่งเหล่านี้ขึ้นไปบนเรือ

โนอาห์ และครอบครัว โดยมีลูกชายของโนอาห์ 3 คน ได้แก่ เชม ฮาม และยาเฟท อาหารสำหรับโนอาห์ ครอบครัว และสำหรับสัตว์ที่พระเจ้าทรงกำหนด สัตว์ นก และสัตว์เลื้อยคลานชนิดละ 1 คู่ (ตัวผู้ 1 ตัว และตัวเมีย 1 ตัว)
เนื้อหาในส่วนนี้ อ้างอิงมาจากพระธรรมปฐมกาล ซึ่งกล่าวถึงการสร้างเรือของโนอาห์ ตามพระบัญชาของพระเจ้า เพื่อช่วยให้ครอบครัวของโนอาห์ และรักษาพันธุ์สัตว์บนโลกนี้ไว้ เมื่อโนอาห์ประกอบเรือเสร็จ พระเจ้าทรงบันดาลให้ฝนตกหนัก 40 วัน และเกิดน้ำท่วมแผ่นดินเป็นเวลา 150 วัน จนผู้คนและสิ่งมีชีวิตทั่วโลกตายจนหมดสิ้น พระเจ้าจึงทรงกระทำให้น้ำลดลง ใช้เวลาอีก 150 วัน แผ่นดินจึงแห้ง

ครั้งแรก โนอาห์ส่งอีกาออกไปบินวนๆ แต่อีกาไม่พบแผ่นดิน จึงบินกลับมา ครั้งที่สอง โนอาห์ได้ส่งนกพิราบบินออก ไป และครั้งนี้ นกพิราบได้คาบใบมะกอกเทศเขียวสดกลับมา โนอาห์ทราบว่า นกได้เจอแผ่นดินแล้ว อีกไม่กี่วัน โนอาห์ได้ส่งนกพิราบออกไปอีกครั้ง และครั้งนี้นกพิราบไม่กลับมาอีกเลย เพราะมันได้เจอแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์

ส่วนเรือโนอาห์นั้น ไปค้างอยู่บนยอดเขาอารารัต โนอาห์ และครอบครัวได้ลงจากเรือเมื่อน้ำแห้งดีแล้ว และใช้ชีวิตตามปกติต่อไป ในครั้งนั้น พระเจ้าทรงมอบรุ้งกินน้ำ เป็นพันธสัญญาว่า จะไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมโลกเพื่อทำลายล้างมนุษย์อีก

การค้นหาซากเรือโนอาห์
ด้วยเหตุการณ์ในพระธรรมปฐมกาล ผู้ที่เชื่อในพระธรรมจึงมั่นใจว่าจะสามารถค้นพบซากเรือโนอาห์นี้ได้ และเรือโนอาห์ เป็น พยานวัตถุเพียงชิ้นเดียวที่ช่วยพิสูจน์ว่า เหตุการณ์น้ำท่วมโลกที่บันทึกไว้ในพระคัมภีร์เป็นจริง การค้นหาเรือโนอาห์ จึงมุ่งไปยังเทือกเขาอารารัต สถานที่สุดท้ายที่พระคัมภีร์ได้อ้างถึง แต่ปัจจุบันการค้นหายังไม่คืบหน้า ปัจจัยสำคัญที่ขัดขวางการค้นหา คือ เทือกเขาอารารัตเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ตั้งในพรมแดนของประเทศตรุกี ซึ่งรัฐบาลตุรกีไม่อนุญาตการขึ้นไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์นี้เหตุการณ์ของ เรือโนอาห์ ยังมีกล่าวถึงในพระคัมภีร์อัลกุรอาน ในศาสนาอิสลาม พระคัมภีร์ในศาสนายูดาย นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานเรื่องเล่าปรำปรานานาชาติ เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์น้ำท่วมโลกนี้ แตกต่างกันไปในแต่ละชนชาติ

รู้ประวัติเริอแล้วเรามารู้ประวัติของ นายโนอาห์กันดีกว่า

โนอาห์ เป็นบุตรชายของลาเมค เมื่อโนอาห์เกิด บิดาของเขากล่าวว่า "ผู้ นี้จะช่วยแบ่งเบาการงานเรา และช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากจากมือเรา จากที่ดินซึ่งพระเจ้าทรงสาปแช่งไว้" เรื่องราวของโนอาห์บันทึกไว้ในพระธรรมปฐมกาล บทที่ 5 ถึงบทที่ 10

เหตุการณ์สำคัญ
โนอาห์เป็นคนชอบธรรม ดีพร้อมในสมัยของเขา โนอาห์ดำเนินกับพระเจ้า และเป็นที่โปรดปรานในสายพระเนตรพระเจ้า ท่ามกลางยุคสมัยที่พระเจ้าทรงเห็นว่าความชั่วช้าของมนุษย์มีมากบนแผ่นดิน

พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้โนอาห์ต่อเรือขึ้น ลำ เพื่อใช้พำนักในช่วงที่พระเจ้าทรงบันดาลให้เกิดน้ำท่วมโลก

บุตรของโนอาห์
เมื่อโนอาห์ มีอายุได้ 150 ปี จึงมีบุตรชายชื่อ เชม ฮาม และยาเฟท โดยฮามเป็นบุตรชายคนสุดท้อง

ภายหลังเหตุการณ์ น้ำท่วมโลก โนอาห์ได้ดำรงชีพเป็นชาวไร่ ทำสวนองุ่น วันหนึ่งโนอาห์เมาเหล้าองุ่นและนอนเปลือยกายอยู่ในเต็นท์ ฮาม บุตรชายคนสุดท้องมาพบเข้าจึงไปบอกพี่ชายทั้งสอง ได้แก่ เชม และยาเฟท ทั้งสองจึงนำผ้าฟาดบ่าแล้วเดินหันหลังเข้าไปปิดกายของบิดาที่เปลือยอยู่โดย มิได้หันหน้าไปดูเมื่อโนอาห์สร่างเมาและทราบเรื่อง จึงให้คำอวยพรแก่เชม และยาเฟท และแช่งฮาม บุตรคนสุดท้องของตนเองพระคัมภีร์บันทึกคำสาปแช่งของโนอาห์ ที่มีต่อ ฮามไว้ว่า "คานาอันจงถูกแช่ง ให้เป็นทาสแสนเลวของพี่น้อง"

นักศาสนศาสตร์บางคนเชื่อว่า บุตรชายทั้งสามคนของโนอาห์นี่เอง ที่เป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ 3 เผ่าพันธุ์บนโลก คือ คอเคซอย (ผิวขาว) มองโกลอย(เอเชีย) และนิกรอย(ผิวดำ) และเป็นเหตุให้มนุษย์ทั้ง 3 เผ่าพันธุ์จึงต้องเผชิญชะตากรรมต่างกัน

อ้างอิง : noahstravel

Friday, August 13, 2010

นิวเอจทางเลือกของคนยุคใหม่ จริงหรือ?

เวลาพูดเรื่อง “นิวเอจ” หลายคนในบ้านเราทำหน้างง บางคนก็ถามว่ามันคืออะไร? แม้จะไม่ใช่เรื่องที่คนส่วนใหญ่สนใจ แต่ใช่ว่าจะไม่รับเอาอิทธิพลของมันมา เอาเป็นว่ามาทำความรู้จักกับมันหน่อยแล้วกัน

จริง ๆ “นิวเอจ” ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่นักมีมานับสิบ ๆ ปีแล้ว เพียงแต่บ้านเราไม่ค่อยพูดถึงเท่านั้น แต่แม้ไม่พูดถึงอิทธิพลของนิวเอจและลัทธิความเชื่อนี้ก็แทรกแซงอยู่ในสังคม ไทยแทบทุกวงการ ไม่ว่าสื่อสิ่งพิมพ์ หนังสือ ภาพยนตร์ ตลอดจนวิถีปฏิบัติ ดนตรี และ ฯลฯ ยกตัวอย่างที่กำลังฮือฮาในเวลานี้ก็เห็นจะเป็นหนังสือและซีดีเรื่อง The Secret โดยรอนด้า เบิร์นหรือเล่มอื่นๆ ที่เข้ามาทำกระแสเป็นพัก ๆ เช่น The Conversation With God ในช่วงก่อนหน้านี้ และยังมีหลายๆ เล่มที่ร้านหนังสือบ้านเรายังไม่ได้ขึ้นป้ายจัดหมวดหมู่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจ กันหรือแม้แต่ภาพยนตร์ก็มีมาให้เห็นเรื่อยๆ ตัวอย่างชัดๆ เห็นจะเป็น The Golden Compass หรือพวกดนตรีกรีนมิวสิคทั้งหลายตลอดจน การแพทย์ทางเลือก การใช้ยาแผนโบราณ ซึ่งบ่อยครั้งก็มักมีมิติด้านจิตวิญญาณบางอย่างอยู่ด้วย เช่น แนวคิดการผสมผสานกาย ใจและจิตวิญญาณ เป็นต้น ซึ่งแต่ละอย่างที่กล่าวมาล้วนมีสิ่งดีๆ มากมายทว่า นี่คือทางเลือกของคนยุคใหม่จริงหรือ ก่อนอื่นมาดูที่มาที่ไปของลัทธินิวเอจกันคร่าวๆ

พวกนิวเอจสนับสนุนความคิดที่ว่าคนเราสามารถที่จะพัฒนาพลัง ในตัวของเราเอง และเป็นพระเจ้าได้ เมื่อพูดถึงพระเจ้า พวกเขา จะไม่พูดถึงพระเจ้าผู้อยู่เหนือทุกสิ่ง หรือพระเจ้าผู้สร้างสรรพสิ่ง ที่เรารู้จักเป็นส่วนตัวได้ แต่จะพูดถึงพระเจ้าในลักษณะที่เป็น จิตสำนึกที่สูงส่งกว่าพวกเขา พวกที่เชื่อในลัทธินิวเอจจะมองตัว ของเขาเองว่าเป็นพระเจ้า เป็นพลังงานในจักรวาล หรือเป็นจักรวาล เลยด้วยซ้ำไป ในความเป็นจริงแล้ว ตามความเชื่อของพวกเขา ทุกอย่างที่คนๆนั้นเห็น ได้ยิน รู้สึกหรือจินตนาการได้จะถูกเรียกว่า เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ (พระเจ้า) ทั้งสิ้น (แค่นี้ก็ไม่ถูกพระคัมภีร์ล่ะ

พวกนิวเอจเลือกที่จะใช้ความหลากหลายในการอธิบายถึงความเชื่อของเขา ซึ่งถูกเรียกว่าการสะสมธรรมเนียมโบราณด้านจิตวิญญาณ พวกเขารับทราบ ถึงการมีอยู่ของเทพเจ้าและเทพธิดาทั้งหลาย เหมือนกับชาวฮินดู โลกนี้ถูกมองว่าเป็นแหล่งของสิ่งที่เกี่ยวกับจิตวิญญาณทั้งหลาย และมีสติปัญญา อารมณ์ความรู้สึกและความเป็นพระเจ้าอยู่ในตัวของมันเอง แต่สิ่งที่อยู่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือตนเอง ตนเองคือแหล่งกำเนิด ผู้ควบคุมและ พระเจ้าของทั้งหมด ไม่มีความจริงอื่นใดนอกเหนือจากที่ตนเองกำหนดให้มันมี

ลัทธินิวเอจสอนเนื้อหาที่กว้างขวาง เกี่ยวกับสิ่งลี้ลับของโลกตะวันออก และจิตวิญญาณ ปรัชญาที่เกี่ยวข้องความจริงในธรรมชาติ เทคนิคเกี่ยวกับเรื่องพลังจิต ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการหายใจ การสวด การรัวกลอง การทำสมาธิ เพื่อที่จะพัฒนาความเปลี่ยนแปลงภาวะจิตและการเป็นพระเจ้าของเขาผู้นั้น

ประสบการณ์ในทางลบที่คนๆหนึ่งมี (ความล้มเหลว ความเศร้าเสียใจ ความโกรธ ความเห็นแก่ตัวและความเจ็บปวด)นั้น เป็นเพียงภาพลวงตา การเชื่อว่าตัวเขาเองคือ ผู้ที่ควบคุมอย่างสมบูรณ์เหนือชีวิตของตน ไม่มีสิ่ง ที่ไม่ถูกต้องในชีวิตของพวกเขา ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นในทางร้ายหรือเป็นความเจ็บปวดก็ตาม คนๆหนึ่งในเวลาต่อมา สามารถพัฒนาทางจิตวิญญาณจนมาถึงจุดที่ว่า ชีวิตไม่มีจุดประสงค์ใดๆ ไม่มีความเป็นจริงใดๆภายนอก คนๆนั้นได้กลายมาเป็นพระเจ้า และสร้างความเป็นจริงของเขาขึ้นมาเอง

สรุปก็คือ เป็นการตั้งตัวเป็นพระเจ้านั่นเอง อันนี้เราก็น่าจะคุ้นๆ อยู่ว่า เหมือนใคร

ลองอ่านพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 14 ข้อ 12-14 ดู

12 "โอ ดาวประจำกลางวันเอ๋ย พ่อโอรสแห่งพระอรุณเจ้าร่วงลงมาจากฟ้าสวรรค์แล้วซิ เจ้าถูกตัดลงมายังพื้นดินอย่างไรหนอ เจ้าผู้กระทำให้บรรดาประชาชาติตกต่ำน่ะ
13 เจ้ารำพึงในใจของเจ้าว่า 'ข้าจะขึ้นไปยังฟ้าสวรรค์ เหนือดวงดาวทั้งหลายของพระเจ้า ข้าจะตั้งพระที่นั่งของข้าณที่สูงนั้น ข้าจะนั่งบนขุนเขาชุมนุมสถาน {คือ สถานเทพชุมนุม}ณที่อุดรไกล
14 ข้าจะขึ้นไปเหนือความสูงของเมฆ ข้าจะกระทำตัวของข้าเหมือนองค์ผู้สูงสุด'

นี่คือตัวอย่างของภาพยนตร์ หรือสื่อที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธินิวเอจ อาจจะไม่ได้รับโดยตรง แต่ก็มีแทรกๆ อยู่บ้าง คงรู้จักกันดีอยู่แล้ว ไม่ต้องอธิบายเยอะ







ที่มา : everythaistudent

เปาโล บุรุษผู้คว่ำโลก!

โดย เจิม ซัม

อะไรที่ทำให้ท่านอัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว เราจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายของเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย” (๒ โครินธ์ ๔: ๘-๑๐)

ท่านเปาโล คนนี้เคยเป็นผู้ข่มเหงคริสตจักร เคยขออำนาจทางการเพื่อตามจับคริสเตียนไปจำไว้ในคุก เป็นผู้ข่มเหงคริสตจักร แต่เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านตามทางที่ไปเมืองดามัสกัสนั้น ท่านจึงกลับใจใหม่ กลายเป็นผู้เชื่อที่มีความเชื่อที่อุทิศตัวเพื่อข่าวประเสริฐ และกลายเป็นมิชชั่นนารีที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำข่าวประเสริฐไปถึงชนชาติ อิสราเอลและยังคนต่างชาติด้วย
ท่านกล่าวถึงประสบการณ์ในการรับใช้พระเจ้าของท่านว่า “แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยาก ในความขัดสน ในเหตุวิบัติ ในการถูกเฆี่ยน ในการที่จำคุก ในการวุ่นวายในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร โดยความบริสุทธิ์ โดยความรู้ โดยการไม่โกรธเร็ว โดยใจกรุณา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยความรักแท้ โดยถ้อยคำสัตย์จริง โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ใช้เครื่องอาวุธแห่งความชอบธรรมด้วยมือขวาและมือซ้าย ทั้งเวลามียศและเวลาอัปยศ ทั้งเวลาลือกันว่าชั่วและเวลาลือกันว่าดี ถูกเขาหาว่าเป็นคนล่อลวงเขาให้หลง แต่ยังเป็นคนที่สัตย์ซื่อ ถูกเขาหาว่าเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ยังเป็นคนที่เขาทั้งหลายรู้จักดี เป็นคนตาย แต่ดูเถิด เรายังเป็นอยู่ เป็นคนถูกเฆี่ยนแต่ยังไม่ตาย เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ เป็นคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์” (๒ โครินธ์ ๖: ๔ - ๑๐)

ท่านกล่าวถึงการทนทุกข์ในฐานะอัครทูตของท่านว่า “...ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยในเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย และนอกจากนั้นยังมีการอื่นที่บีบข้าพเจ้าอยู่ทุกวันๆ คือความกระวนกระวายถึงคริสตจักรทั้งปวง มีใครบ้างเป็นคนอ่อนกำลังและข้าพเจ้าไม่อ่อนกำลังด้วย มีใครบ้างที่ถูกนำให้สะดุด และข้าพเจ้าไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนด้วย......ผู้ว่าราชการเมืองของกษัตริย์อา เรทัสในนครดามัสกัส ให้ทหารเฝ้านครดามัสกัสไว้เพื่อจะจับตัวข้าพเจ้า แต่เขาเอาตัวข้าพเจ้าใส่กระบุงใหญ่หย่อนลงทางช่องที่กำแพงนคร ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเงื้อมมือของท่านผู้ว่าราชการ” (๒ โครินธ์ ๑๑: ๒๓(ค) - ๒๙, ๓๒, ๓๓)

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ท่านเปาโล อัครทูตขององค์พระเยซูคริสต์ผู้นี้ต้องทนทุกข์ แต่ในบรรดาความทุกข์ยากเหล่านั้น ท่านไม่เคยแสดงอาการของความผิดหวังในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเสียดายที่ถวายตัวรับใช้พระองค์ ตรงกันข้าม ท่านกลับกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังของข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี ๔: ๑๑ - ๑๓)

ในพระธรรมกิจการ พระธรรมโรม และในจดหมายฝากทั้งหลายที่กล่าวถึงเรื่องราวของท่านผู้นี้ ได้บอกเราและชี้ให้เราเห็น บุคคลผู้หนึ่งที่ไม่เคยยอมให้สถานการณ์ใดๆในชีวิตเข้ามาทำลายความเชื่อที่ ท่านมีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่เคยปล่อยให้บรรดาความทุกข์ยากทั้งหลายทำให้จิตใจของท่าน หดหู่หรือริบหรี่ลงไปเลย ข่าวประเสริฐของพระคริสต์ปรากฏอยู่ในชีวิตของเปาโล ที่ใครๆก็สามารถอ่านออกและเห็นได้ ความเชื่อของท่าน ไม่ใช่เป็นเรื่องของสิ่งที่ปิดซ่อนอยู่ในจิตใจที่ใครๆไม่สามารถมองเห็น แต่ได้ประจักษ์แก่ตาของคนทั้งปวงแล้วว่า ท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะถูกเรียกว่า เป็นทูตของพระคริสต์
ข้าพเจ้ารักที่จะอ่านและทบทวนเรื่องราวของท่านเปาโลบ่อยๆ บุรุษผู้ไม่เคยยอมให้โซ่จำจองข่าวประเสริฐไว้ได้ ผู้ไม่เคยยอมให้ความทุกข์ทำให้ความยินดีและสันติสุขและความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าถดถอยไปจากใจ บุรุษผู้เข้าใจเป็นอย่างดีถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “บ่าวไม่มีบุญคุณต่อนาย” เป็นคนที่ รักพระเจ้าสุดใจ สุดจิต สุดความคิดและสุดกำลังอย่างแท้จริง ท่านได้ให้พระเจ้าเป็นทางเลือกเดียว เป็นความพึงพอใจเดียวของท่าน ท่านเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของข่าวประเสริฐและยึดมั่นที่ จะให้พระมหาบัญชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าทรงสำเร็จในชีวิต แม้ความตายก็ไม่อาจขู่ให้ท่านหยุดเดินหน้าต่อไปในการรับใช้พระเจ้า แม้ผู้ที่มีอำนาจทางราชการและผู้มีตำแหน่งสูง ต่อหน้าศาลหรือต่อหน้ากษัตริย์ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งท่านจากการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ แม้ว่าจะถูกขังอยู่ในคุกไม่มีธรรมาสต์ให้เทศนา แต่ท่านได้ใช้กระดาษให้เป็นธรรมาสต์และใช้ตัวหนังสือเป็นคำเทศนา นี่คือเปาโล อัครทูตผู้ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่ในตัวของท่านเสมอ ชีวิตของพระคริสต์ออกฤทธิ์อยู่ในท่านเสมอ ท่านเดินตรงไปข้างหน้าอย่างคนที่รู้ทิศทางเป็นอย่างดี เดินไปอย่างคนที่มีเป้าหมาย ท่านฉวยโอกาสเสมอที่จะนำคนเข้าแผ่นดินสวรรค์ และไม่ปล่อยเวลาให้สูญเสียไปเปล่าๆกับสิ่งไร้สาระ ท่านสามารถกล่าวอย่างเต็มปากและเต็มคำว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ฟิลิปปี ๑: ๒๑)

จะให้ข้าพเจ้ากล่าวอะไรถึงท่านผู้นี้อีกเล่า เพราะสิ่งที่ท่านได้ทำนั้นมากกว่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถนับให้ครบถ้วนได้ท่าน อัครทูตเปาโล เป็นผู้ที่รู้ซึ้งและซาบซึ้งถึงพระคุณและการไถ่ของพระเยซูคริสต์เป็นอย่างดี การซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทำให้ท่านอุทิศ ชีวิตเพื่อข่าวประเสริฐ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกอารยะและพวกอานารยะชนด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลาด้วย” (โรม ๑: ๑๔)

เราทั้งหลายก็เป็นคนที่ได้รับพระคุณของพระเจ้าเหมือนอย่างท่านเหมือนกันมิ ใช่หรือ? พระเยซูคริสตเจ้าได้จ่ายค่าไถ่ตัวเราเท่าๆกับที่จ่ายให้ท่านเปาโลด้วยมิใช่ หรือ? แต่อะไรเล่าที่ทำให้เราไม่สามารถเกิดผลเพื่อพระเจ้าได้เต็มที่อย่างที่ท่าน ได้เกิดผลนั้น? พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงเคยเล่าเรื่องหนึ่งที่ในบ้านของซีโมนพวกฟาริสีว่า “....เจ้าหนี้คนหนึ่ง มีลูกหนี้สองคน คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน อีกคนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าสิบเหรียญ เมื่อเขาไม่มีอะไรจะใช้หนี้แล้ว ท่านจึงโปรดยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน ในสองคนนั้น คนไหนจะรักนายมากกว่า” (ลูกา ๗: ๔๑, ๔๒)

หลายครั้งที่เราไม่เคยตระหนักว่า “หนี้” หรือ “ค่าจ้างของความบาป” ที่เราต้องจ่ายนั้นสูงกว่าที่เราจะสามารถจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง หรือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้เลย ถ้าปราศจากค่าไถ่ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงจ่ายแทนเราแล้วนั้น เราทุกคนก็ต้องมีปลายทางที่เหมือนกันทั้งหมด คือ ถูกพิพากษาลงโทษให้ตกนรก ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในบึงไฟกำมะถันที่ไม่รู้ดับ ต้องทรมานกับการชอนไชของหนอนที่ไม่ตาย ต้องอยู่ในที่ๆขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในที่ของคนบาปและอยู่กับความพินาศนิรันดร์กาล!
อย่าให้เราพูดอย่างบ่าวที่ไม่รู้คุณนายเลย “ก็ฉันไม่ใช่เปาโลนี่” หรือ “พระเจ้าทรงให้ฉันเกิดผลได้แค่นี้ แค่นี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว” มารซาตานทำให้คริสเตียนมากมายใช้ชีวิตอยู่กับเหตุผลจอมปลอมเหล่านี้ เพื่อขัดขวางเขาจากการเกิดผลที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้แก่เขานั้น มันกล่าวกับจิตที่เห็นแก่ตัวของเราว่า “ไม่ต้องไปอะไรมากนักหรอก แค่ได้เข้าสวรรค์ฉันก็พอใจแล้ว” มันทำให้คริสเตียนมากมายพอใจที่จะปล่อยเวลาให้หมดไปกับเรื่องไร้สาระมากกว่า ที่จะจดจ่ออยู่กับการนำวิญญาณ อย่าให้มารร้ายหลอกเราด้วยคำที่ว่า “แกไม่สามารถจะเกิดผลมากเพื่อพระเจ้าได้หรอก เพราะ....” จงรู้เถิดว่า คำเหล่านั้นเป็นคำโกหก เพราะมันเป็นพ่อแห่งการมุสา คริสเตียนทั้งหลายเอ๋ย จงรู้เถิดว่า ถ้าพระเจ้าผู้ทรงสามารถเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจากสิ่งที่ไม่มี ให้มีขึ้นมาได้ เราก็จงรู้และเชื่ออย่างสุดใจเถิดว่า พระเจ้าทรงสามารถทำให้คนธรรมดาสามัญอย่างข้าพเจ้าและอย่างท่าน เป็นคนเหล่านั้นที่เขาจะเรียกอย่างที่เขาได้เรียกคริสเตียนยุคแรกแล้วว่า “คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์..” (กิจการ ๑๗: ๖)

ทุกๆวัน พระเจ้าทรงแสวงหาคนเช่นเปาโล คือคนที่พระองค์จะทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ผ่านชีวิตของเขา....ท่านจะยินดีเป็นคนๆนั้นไหม?

ที่มา : ข่าวคริสตชน www.KaoChristian.com

Thursday, August 12, 2010

ศาสนศาสตร์เกี่ยวกับความบันเทิง

ในพระธรรม สภษ.15:13 บอกว่า ใจที่ยินดีกระทำให้ใบหน้าร่าเริง แต่โดยความเสียใจดวงจิตก็สลายลง และ สภษ.17:22 ใจร่าเริงเป็นยาอย่างดี แต่จิตใจที่หมดมานะทำให้กระดูกแห้ง

พระเจ้าทรงยืนยันว่าความร่าเริงเป็นสิ่งที่พระเจ้าปรารถนาในตัวมนุษย์ และพระเจ้าก็สร้างให้มนุษย์มีจิตใจเช่นนี้ด้วย และเรื่องของผลพระวิญญาณบริสุทธิ์ก็พูดถึงเรื่องความชื่นชมยินดีด้วย

พระธรรม กท.5:22-23 ฝ่ายผลของพระวิญญาณนั้น คือความรัก ความปลาบปลื้มใจ สันติสุข ความอดกลั้นใจ ความปรานี ความดี ความสัตย์ซื่อ ความสุภาพอ่อนน้อม การรู้จักบังคับตน เรื่องอย่างนี้ไม่มีธรรมบัญญัติห้ามไว้เลย

เมื่อก่อนเราอาจคิดว่าการเป็นคริสเตียนต้องสงบเสงี่ยม แต่จริงๆแล้วเราสามารถประยุกต์ได้ สิ่งต่างๆเหล่านี้เป็นเรื่องของกาลเทศะ เช่น การแต่งกาย หรือทำสิ่งอื่นๆ

บางครั้งเราก็สนุกเกินขอบเขต ทำให้คนอื่นเจ็บปวด เดือดร้อน เช่น แข่งรถมอเตอร์ไซค์เสียงดัง , ขำจุดด้อยของคนอื่น , แซวกันแบบไม่สมควร

2ทธ.3:4 ทรยศ มุทะลุ หัวสูง รักความสนุกยิ่งกว่ารักพระเจ้า

วันนี้เราจะมาศึกษาเรื่องนี้ด้วยกัน สิ่งแรกเราไปดู
นิยามของความบันเทิง

1) ความหมายทั่วไปในพจนานุกรม 2540 หมายความว่า ความเบิกบาน ความรื่นเริงหรือสิ่งที่ทำให้สนุก

2) ความหมายในพระคัมภีร์
ยรม.33:11 ที่นั่นจะได้ยินเสียงบันเทิงและเสียงรื่นเริงและเสียงเจ้าบ่าวและเสียงเจ้า สาว และเสียงบรรดาคนเหล่านั้นที่ร้องเพลง ขณะที่เขานำเครื่องบูชาโมทนาพระคุณมายังพระนิเวศของพระเจ้า ว่า 'จงถวายโมทนาแด่พระเจ้าจอมโยธา เพราะพระเจ้าประเสริฐ เพราะความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ เพราะเราจะให้แผ่นดินนั้นกลับสู่สภาพเดิม พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ

ศคย.8:19 "พระเจ้าจอมโยธาตรัสดังนี้ว่า การอดอาหารในเดือนที่สี่ การอดอาหารในเดือนที่ห้า และการอดอาหารในเดือนที่เจ็ด และการอดอาหารในเดือนที่สิบ จะเป็นที่ให้ความบันเทิงและความร่าเริง และเป็นการเลี้ยงที่ให้ชื่นชมแก่พงศ์พันธุ์ยูดาห์ เหตุฉะนั้นเจ้าจงรักความเที่ยงตรงและสันติภาพ

คำว่า "บันเทิง" ในภาษาฮีบรูคือ ความเบิกบานเป็นพิเศษ ซึ่งพระเจ้าไม่ได้ห้าม และในภาษากรีก คือ การที่จิตใจภายในของมนุษย์ถูกกระทำให้ร่าเริง ยินดี แจ่มใส

วว.12:12 ฉะนั้นสวรรค์และบรรดาผู้ที่อยู่ในสวรรค์จงรื่นเริงยินดีเถิด แต่วิบัติจะมีแก่แผ่นดินโลกและทะเล เพราะว่ามารได้ลงมาหาเจ้าด้วยความโกรธยิ่งนัก เพราะมันรู้ว่าเวลาของมันมีน้อย"

แนวคิด และหลักการพระคัมภีร์

1) พระเจ้าปรารถนาให้เรามีความบันเทิงในชีวิต
ถ้าพระเจ้าเห็นเรายินดี พระองค์ก็มีความสุขด้วย ไม่ได้คิดว่าเราไม่สำรวมเลย

สดด. 118:24 นี่เป็นวันซึ่งพระเจ้า ได้ทรงสร้าง ให้เราเปรมปรีดิ์และยินดีในวันนั้น

พระเจ้าให้เรายินดีแม้เผชิญความทุกข์บ้าง แต่ทุกสิ่งสามารถแปรเปลี่ยนเป็นความชื่นชมยินดี

ยรม.31:13 แล้วพวกพรหมจารีจะเปรมปรีดิ์ในการเต้นรำ และคนหนุ่มกับคนแก่จะรื่นเริง เราจะกลับความโศกเศร้าของเขาให้เป็นความชื่นบานเราจะปลอบโยนเขาและให้ความ ยินดีแก่เขาแทนการไว้ทุกข์

2) ความบันเทิงที่แท้จริงมาจากพระเจ้า

สดด.43:4 แล้วข้าพระองค์จะไปยังแท่นบูชาของพระเจ้า ถึงพระเจ้าซึ่งเป็นความชื่นบานยอดยิ่งของข้าพระองค์และข้าแต่พระเจ้า พระเจ้าของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะถวายเพลงสดุดีแก่พระองค์ด้วยพิณเขาคู่

พระเจ้าเป็นความชื่นบานยอดยิ่ง (คำพูดของดาวิด) สิ่งที่ดีที่สุดในโลกคือการได้สนทนากับพระเจ้า

เรามักชอบคุยกับคนคุยสนุก แต่มนุษย์มักไม่ค่อยคุยกับพระเจ้า แต่ควรเปลี่ยน ดาวิดก็บอกว่าคุยกับพระเจ้าแล้วสนุก และการนมัสการก็ควรมีเป้าหมายเต็มที่ พบพระจ้า

คริสเตียนควรเป็นคนที่สร้างความบันเทิงอย่างแท้จริงให้กับโลก โดยเป็นความบันเทิงที่ชอบธรรมด้วย

สดด.102:26-27 สิ่งเหล่านี้จะพินาศ แต่พระองค์จะทรงดำรงอยู่ สิ่งเหล่านี้จะเก่าไปเหมือนเครื่องนุ่งห่ม พระองค์ทรงเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้เหมือนเสื้อผ้า แล้วมันก็สิ้นไป แต่พระองค์ยังคงเดิม และปีเดือนของพระองค์ไม่สิ้นสุด

3) ความบันเทิงเป็นคนละส่วนกับการทำตามใจตนเอง

ความบันเทิงแท้จริงต้องมีพระเจ้าเป็นศูนย์กลาง

1ปต.4:2-3 เพื่อจะได้ไม่ดำเนินชีวิตที่ยังเหลืออยู่ในโลกตามใจปรารถนาของมนุษย์ แต่ตามพระประสงค์ของพระเจ้า จงให้เวลาที่ผ่านไปแล้วนั้น เพียงพอสำหรับการกระทำสิ่งที่คนต่างชาติชอบกระทำ คือประพฤติตัวตามราคะตัณหา ตามใจปรารถนาอันชั่ว เมาเหล้าองุ่น เลี้ยงกันอย่างถึงใจ กินเหล้าวุ่นวายกัน และการไหว้รูปเคารพซึ่งผิดธรรม

มีนางระบำ มาชวนกิน ดื่ม แต่ไม่ได้ทำให้ชีวิตดีขึ้น หรือนั่งดูทีวีทั้งวัน งานก็ไม่เสร็จ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความบันเทิง

1) คริสเตียนไม่ควรเกี่ยวข้องกับความบันเทิง

คริสเตียนสามารถบันเทิงได้โดยมีพระเจ้าอยู่ภายใน เพราะเราต้องอยู่ในโลก และให้โลกเห็นพระเจ้าในชีวิต

2) ความบันเทิงเป็นสิ่งที่ชั่วร้ายของโลก

จริงๆแล้วพระจ้าสร้างความบันเทิงมาตั้งแต่สร้างโลก

ปฐก.2:8-9 และ 19

8 พระเจ้าทรงปลูกสวนแห่งหนึ่งไว้ที่เอเดน ทางทิศตะวันออก และให้มนุษย์ที่พระองค์ทรงปั้นมานั้นอยู่ที่นั่น แล้วพระเจ้าทรงให้ต้นไม้ทุกชนิดที่งามน่าดูและที่น่ากิน เป็นอาหารงอกขึ้นจากดิน 9 มีต้นไม้แห่งชีวิตต้นหนึ่งอยู่ท่ามกลางสวนนั้น กับต้นไม้แห่งความสำนึกในความดีและความชั่วต้นหนึ่งด้วย

19 พระเจ้าจึงทรงปั้นบรรดาสัตว์ในท้องทุ่งและนกในท้องฟ้าให้เกิดขึ้นจากดิน แล้วทรงนำมายังชายนั้น เพื่อดูว่าเขาจะเรียกชื่อมันว่าอะไร ชายนั้นตั้งชื่อสัตว์ทั้งปวงที่มีชีวิตว่าอย่างไร สัตว์นั้นก็มีชื่ออย่างนั้น

พระเจ้าสร้างสิ่งสารพัดและให้อาดัมเพลิดเพลิน เช่น ให้ตั้งชื่อสัตว์ , สร้างสัตว์มาหน้าตาตลก

แต่เมื่อมนุษย์ทำบาปก็หาวิธีสร้างความบันเทิงแบบแปลกๆ เช่น ล่าสัตว์ , ล่วงประเวณี

3) เราสามารถรับความบันเทิงจากสิ่งต่างๆในโลกเท่านั้น

บางคนมองพระเจ้าไม่บันเทิง มีแต่การรับใช้ แต่คริสเตียนก็สามารถบันเทิงอย่างมีสาระได้


แหล่งแห่งความบันเทิง

1) พระเจ้า

เป็นแหล่งความบันเทิงแท้ , เราจึงควรชื่นชมยินดีมากเมื่อเฝ้าเดี่ยว (การเข้ามานมัสการพระเจ้าส่วนตัว)

มธ.6:19-20 ฝ่ายทูตสวรรค์นั้นจึงตอบว่า "เราคือกาเบรียลซึ่งยืนคอยรับใช้อยู่หน้าพระพักตร์พระเจ้า และทรงใช้ให้มาพูดกับท่านและนำข่าวดีนี้มาแจ้ง นี่แน่ะ เพราะท่านมิได้เชื่อถ้อยคำของเราถึงเรื่องที่จะบังเกิดขึ้นตามกำหนด ท่านก็จะเป็นใบ้ไปจนถึงวันที่การณ์เหล่านี้จะสำเร็จ"

เลือกสั่งสมในทางของพระเจ้าดีกว่าเป็นเศรษฐี

เลือกเชื่อฟังพระเจ้าและทำสิ่งที่ถูกต้อง

2) คนรอบข้าง

รม.15:24 เมื่อข้าพเจ้าจะไปประเทศสเปน ข้าพเจ้าจะแวะมาหาท่านทั้งหลาย เพราะข้าพเจ้าหวังว่าจะได้พบท่านขณะที่ไปตามทางนั้น และเมื่อได้รับความบันเทิงใจกับท่านทั้งหลายบ้างแล้ว หวังว่าท่านจะช่วยจัดส่งให้ข้าพเจ้าเดินทางต่อไป

การสามัคคีธรรมกับพี่น้องย่อมได้รับความบันเทิง , เราเป็นพี่น้องในพระคริสต์

พระพร , ความสุขของพี่น้องควรเป็นความสุขและความชื่นชมยินดีของเรา

ทีมนมัสการก็ต้องคาดหวังให้คนได้รับการปลดปล่อย

3) สื่อ

ดนตรี , การแสดง

2ซมอ.6:5 ดาวิดกับพงศ์พันธุ์อิสราเอลก็ร่าเริงกันอยู่ต่อพระพักตร์พระเจ้าด้วยเต็ม กำลังของเขาทั้งหลายมีการร้องเพลง เล่นพิณเขาคู่และพิณใหญ่ รำมะนา กรับ และฉาบ

ดว.ใช้เครื่องดนตรีในการสรรเสริญพระเจ้า

4) กิจกรรมต่างๆ

ฉธบ.16 ยกตัวอย่าง 10-11 10 ท่านทั้งหลายจงถือเทศกาลสัปดาห์ถวายแด่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ตามขนาดของถวายตามใจสมัครถวายจากมือของท่าน ซึ่งท่านจะถวายตามที่พระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงอำนวยพระพรแก่ท่าน 11 ท่านจงปีติร่าเริงต่อพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่าน ทั้งตัวท่านและบุตรชายหญิงของท่าน ทั้งทาสชายหญิงของท่าน คนเลวีซึ่งอยู่ในเมืองของท่าน ทั้งคนต่างด้าว เด็กกำพร้า และแม่ม่ายซึ่งอยู่ท่ามกลางท่าน ณ สถานที่ซึ่งพระเยโฮวาห์พระเจ้าของท่านทรงเลือกไว้ ให้พระนามของพระองค์ประทับที่นั่น

พูดถึงงานเลี้ยงเฉลิมฉลองต่างๆ เช่น ปัสกา


เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกความบันเทิง

1) ความขัดแย้งกับหลักการพระคัมภีร์

ก. ไม่ตอบสนองความต้องการขอเนื้อหนัง เช่น ทำเพื่อความสะใจ แซว

กท.5:16-17แต่ข้าพเจ้าขอบอกว่า จงดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ อย่าสนองความต้องการของเนื้อหนัง 17 เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปรารถนาทำจึงกระทำไม่ได้

ข. เป็นผลดีต่องานของพระเจ้า

1คร.10:23 เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น

ทุกสิ่งทำได้แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งเสริมสร้าง ต้องรู้จักเลือก

2) ไม่เป็นเหตุทำให้ผู้อื่นสะดุด

รม.14:13 , 21 13 ดังนั้นเราอย่ากล่าวโทษกันและกันอีกเลย แต่จงตัดสินใจเสียดีกว่า ว่าจะไม่วางสิ่งซึ่งทำให้สะดุด หรือสิ่งกีดขวางทางของพี่น้อง , 21 เป็นการดีที่จะไม่กินเนื้อสัตว์หรือเหล้าองุ่นหรือทำสิ่งใดๆที่จะเป็นเหตุ ให้พี่น้องสะดุด

3) ไม่เป็นเหตุที่ทำให้เราเข้าสู่การทดลอง

1คร.10:12 เหตุฉะนั้นคนที่คิดว่าตัวเองมั่นคงดีแล้ว ก็จงระวังให้ดี กลัวว่าจะล้มลง

รู้จักตัวเองและพยายามป้องกันตัวเอง เพลงสากลบางเพลงอาจทำให้เราเศร้าไปด้วยและอยู่ในการทดลอง

4) เป็นเหตุที่ทำให้เกิดการถดถอยทางความเชื่อ

ฮบ.12:26 พระสุรเสียงของพระองค์คราวนั้นได้บันดาลให้แผ่นดินหวั่นไหว แต่บัดนี้พระองค์ได้ตรัสสัญญาไว้ว่า อีกครั้งหนึ่งเราจะกระทำให้หวาดหวั่นไหว มิใช่แผ่นดินโลกแห่งเดียว แต่ทั้งท้องฟ้าด้วย

เอซาวควรเลือกสิ่งที่ควรเลือกมากกว่าสิ่งที่อยากเลือก

บางคนติดสิ่งอื่นมาก แต่มาโบสถ์เพื่อเป็น Choice เท่านั้น

5) ไม่เป็นเหตุที่ทำให้เกิดการชี้นำและคนอื่นหลงผิด

มธ.18:6 แต่ผู้ใดจะทำผู้เล็กน้อยเหล่านี้คนหนึ่งที่วางใจในเราให้หลงผิด ถ้าเอาหินโม่ก้อนใหญ่ผูกคอผู้นั้นถ่วงเสียที่ทะเลลึกก็ดีกว่า

6) ไม่นำมาซึ่งความเสี่ยง , อันตรายทั้งแก่ร่างกาย , ชีวิตและจิตใจของผู้อื่น

1คร.10:23 เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำได้นั้นเป็นประโยชน์ เราทำสิ่งสารพัดได้ไม่มีใครห้าม แต่ไม่ใช่ทุกสิ่งที่จะทำให้เจริญขึ้น

Monday, August 9, 2010

เป็นคริสเตียนได้อย่างไร

เราสามารถเป็น คริสเตียนได้โดยการอธิษฐานทูลเชิญพระเยซูเข้ามาประทับในชีวิตของเรา เพราะคริสเตียนไม่ใช่เรื่องของศาสนา แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเรากับพระเจ้า การที่เราจะเริ่มต้นมีความสัมพันธ์กับพระองค์ได้เราต้องทำความรู้จักกับ พระองค์ก่อน (แท้จริงพระเจ้าทรงรู้จักเราแต่ละคนเป็นอย่างดี เพราะทรงเป็นผู้สร้างเรา แต่เราเองต่างหากที่ไม่รู้่จักพระองค์) โดยการทูลเชิญพระองค์เข้ามาในชีวิตของเรา อย่างไรก็ตามก่อนที่เราจะอธิษฐานรับเชื่อในองค์พระเยซูนั้น มีประเด็นสำคัญบางประการที่เราจำเป็นต้องรู้ก่อน
เมื่อเราเข้าใจแล้วในตอนท้ายหากต้องการเชื่อในองค์พระเยซูคริสต์ก็สามารถ อธิษฐานตามคำอธิษฐานได้เลย โดยสิ่งที่เราจำเป็นต้องรู้่นั้นมี 4 ประการ หรือที่คริสเตียนเรียกกันว่า "หลักสัจธรรมสี่ประการสู่ชีวิตนิรันดร์" โดยมีรายละเอียดดังนี้

บทนำ

พระเจ้าทรงเป็นพระวิญาณ ผู้สถิตอยู่ทั่วไปในพื้นแผ่นดินโลก และบนท้องฟ้าสวรรค์ พระองค์ทรงพระชนม์อยู่เป็นนิจนิรันดร์ พระเจ้าทรงฤทธานุภาพใหญ่ยิ่ง และพระองค์ได้ทรงเนรมิตสร้างทุกสิ่งในโลก และจักรวาลทั้งปวง พระองค์ทรงทราบความเป็นไปในธรรมชาติ พระองค์ทรงบำรุง ทรงปกครอง และทรงพิทักษ์รักษาโลก และจักรวาล ด้วยฤทธิ์อำนาจของพระองค์ พระลักษณะของพระเจ้าประกอบไปด้วยความบริสุทธิ์ ความชอบธรรม และความยุติธรรม พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแห่งความรัก พระองค์ทรงรักมนุษย์มาก ถึงแม้ว่ามนุษย์ได้กระทำผิด โดยไม่ยอมเชื่อฟัง และปฏิเสธพระองค์ แต่กระนั้น พระองค์ยังทรงแผ่ความรักของพระองค์ลงมาโดยทางพระเยซูคริสต์ เพื่อนำมนุษย์ชาติกลับคืนไปหาพระองค์อีก

1. พระเจ้าทรงรักท่าน และทรงมีแผนการอันประเสริฐยิ่ง สำหรับชีวิตของท่าน
ความรักของพระเจ้า
"เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ เพื่อทุกคนที่วางใจใน พระบุตรนั้น จะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์"( ยอห์น 3 : 16 )

แผนการของพระเจ้า
(พระเยซูคริสต์ตรัสว่า) "เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้ครบบริบูรณ์" คือ ชีวิตที่อิ่มเอม และมีความหมาย ( ยอห์น 10 : 10 )
แต่ทำไมเล่าคนส่วนมากจึงยังไม่ได้พบกับชีวิตที่ครบบริบูรณ์นี้ ?

2. มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป และถูกตัดขาดจากพระเจ้า ดังนั้นจึงไม่สามารถรู้ และพบกับ ความรัก และแผนการ ของพระเจ้า สำหรับชีวิตของเขาได้
มนุษย์ทุกคนเป็นคนบาป
"เพราะว่าทุกคนเป็นคนบาป และเสื่อมจากพระสิริของพระเจ้า" ( โรม 3:23 ) พระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้มีความสามัคคีธรรมกับพระองค์ แต่เพราะความดื้อด้านตามใจปราถนาของตนเองมนุษย์จึงเลือกดำเนินชีวิตอย่าง อิสระ ด้วยเหตุนี้ ความสามัคคีธรรมระหว่างเขากับพระเจ้าจึงขาดลง การทำตามใจปราถนาของมนุษย์นี้แสดงออกโดยการปฏิเสธที่จะเชื่อฟังพระเจ้า และเฉยเมยต่อพระองค์ การกระทำเช่นนี้แหละที่พระคริสตธรรมคัมภีร์เรียกว่า "บาป"
มนุษย์ถูกตัดขาดจากพระเจ้า
"ค่าจ้างของความบาป คือความตาย" -คือความตายฝ่ายวิญญาณจิต เพราะถูกตัดขาดจากพระเจ้า


พระเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์ และมนุษย์เป็นคนบาป จึงเสมือนมีหุบเหวอันลึก และกว้างใหญ่ขวางกั้น ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ มนุษย์แสวงหาวิถีทางที่จะข้ามหุบเหวนี้อยู่เรื่อยมา เพื่อไปสู่พระเจ้า และรับชีวิตที่ครบบริบูรณ์ โดยการอาศัย สติปัญญา ความสามารถของตนเอง เช่น บำเพ็ญตนเป็นคนดีมีศีลธรรม และยึดถือ หลักปรัชญาต่าง ๆ ฯลฯ

หลักสัจธรรมประการที่สามเป็นทางเดียวเท่านั้น ที่จะแก้ไขปัญหาอันยุ่งยากนี้ได้...

3. โดยทางพระเยซูคริสต์เท่านั้น ที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมไว้เพื่อชำระล้างความผิด บาปของมนุษย์ โดยพระองค์ ท่านจะสามารถรู้ และพบกับความรักของพระเจ้า และแผนการของพระองค์ สำหรับชีวิตของท่านได้

พระองค์ยอมตายแทนเรา
"แต่พระเจ้า ทรงสำแดงความรักของพระองค์แก่เราทั้งหลาย คือ ขณะที่เรายังเป็นคนบาป พระคริสต์ได้ทรงสิ้นพระชนม์เพื่อเรา" ( โรม 5 : 8 )
พระองค์ทรงคืนพระชนม์
"พระคริสต์ได้ทรงวายพระชนม์ เพราะบาปของเราทั้งหลาย ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์ และทรงถูกฝังไว้ แล้ววันที่สามพระองค์ ทรงถูกชุบ ให้เป็นขึ้นมาใหม่ ตามที่เขียนไว้ในพระคัมภีร์นั้น พระองค์ทรงปรากฎ แก่เคฟาส แล้วแก่อัครทูตสิบสองคน ภายหลังพระองค์ ทรงปรากฎ แก่พวกพี่น้องกว่าห้าร้อยคนใน คราวเดียว..." ( 1โครินธ์ 15 : 3-6 )

พระองค์ทรงเป็นทางเดียวเท่านั้น
พระะเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ (พระเจ้า) นอกจากจะมาทางเรา"
( ยอห์น 14 : 6)


พระเจ้าทรงเชื่อมหุบเหว ที่ขวางกั้น ระหว่างพระองค์กับมนุษย์ โดยการส่ง พระเยซูคริสต์ พระบุตร ของพระองค์ ให้ลงมาสิ้นพระชนม์บนไม้กางเขนแทนเรา
การรู้แต่เพียงหลักสัจธรรมสามประการนี้เท่านั้นยังไม่เป็นการเพียงพอ...

4. เราจำเป็นต้องรับเอาพระเยซูคริสต์ เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นองค์ พระผู้เป็นเจ้าของเราเป็นส่วนตัว แล้วเราจึงสามารถรู้ และพบกับความรักของ พระเจ้า กับแผนการของพระองค์สำหรับชีวิตของเราได้

เราต้องรับเอาพระเยซูคริสต์
"คนทั้งหลายได้ต้อนรับพระองค์ พระองค์ทรงโปรดให้มีอำนาจที่จะเป็นบุตรของพระเจ้าได้"
( ยอห์น 1 : 12 )

เรารับเอาพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ
"ด้วยว่าซึ่งเราทั้งหลายรอดนั้น ก็รอดโดยพระคุณ เพราะความเชื่อ และมิใช่โดยตัวเราทั้งหลายกระทำเอง แต่พระเจ้าทรงประทานให้ ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้ เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้"
( เอเฟซัส 2 : 8,9 )

เมื่อเราต้อนรับพระเยซูคริสต์ เราจะได้รับประสบการณ์ในการบังเกิดใหม่
( อ่าน ยอห์น 3 : 1-8 )

เรารับเอาพระเยซูคริสต์โดยการเชื้อเชิญพระองค์เป็นส่วนตัว

( พระเยซูคริสต์ตรัสว่า ) "นี่แน่ะ เรายืนเคาะอยู่ที่ประตู ถ้าผู้ใดได้ยินเสียงของเรา และเปิดประตู เราจะเข้าไปหาผู้นั้น" ( วิวรณ์ 3 : 20 )

การรับเอาพระเยซูคริสต์ คือ หันหลังให้ความบาป และหันหน้าเข้าหาพระเจ้า ไว้วางใจว่า พระเยซูคริสต์จะเสด็จเข้ามาในชีวิตของเรา และอภัยโทษบาปให้แก่เรา และทำให้เราเป็น ที่พอพระทัยพระองค์ การเห็นด้วยกับข้ออ้างของพระเยซูคริสต์ หรือมีความรู้สึกทางอารมณ์
เท่านั้น ยังไม่เป็นการเพียงพอ

ท่านสามารถรับเอาพระเยซูคริสต์ได้เดี๋ยวนี้ โดยการอธิษฐานด้วยความเชื่อ

(การอธิษฐาน คือการสนทนากับพระเจ้า)
พระเจ้าทรงทราบจิตใจของท่าน พระองค์มิได้สนพระทัยกับถ้อยคำที่ท่านอธิษฐานนัก หากแต่ ทรงสนพระทัยในความจริงใจของท่านมากกว่า?? ต่อไปนี้คือตัวอย่างคำอธิษฐานด้วยความเชื่อ ซึ่งใคร่จะแนะนำแก่ท่าน

ต่อไปนี้คือคำอธิบายว่าท่านจะรับเอาพระเยซูคริสต์ได้อย่างไร..

"ข้าแต่พระพระเยซูคริสต์ เจ้า ข้าพเจาปราถนาพระองค์ด้วยสุดใจ ข้าพเจ้าขอเปิดประตูชีวิต ต้อนรับเอาพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด และเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของข้าพเจ้า ขอขอบพระคุณพระองค์ ที่ทรงประทานอภัยโทษความผิดบาปให้แก่ข้าพเจ้า โปรดครอบครองบัลลังก์ชีวิตของข้าพเจ้า และนำให้ข้าพเจ้าดำเนินชีวิตตามพระประสงค์ของพระองค์เถิด อาเมน"

คำอธิษฐานนี้ ตรงกับใจปรารถนาของท่านหรือไม่ ?

ถ้าหากตรง โปรดอธิษฐานเดี๋ยวนี้ แล้วพระเยซูคริสต์ก็จะเสด็จเข้ามาประทับในชีวิตของท่าน ตามที่พระองค์ทรงสัญญาไว้

ถ้าหากคุณได้อธิษฐานต้อนรับพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้ว ผมอยากจะแนะนำให้อ่านเพิ่มในในหัวข้อ "คริสเตียนใหม่" ทางด้านซ้ายมือของเว็บนี้ เพื่อที่จะรู้ว่าเมื่อเป็นคริสเตียนแล้วจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เรารู้จัก พระเจ้ามากยิ่งขึ้น หรือหากมีคำถามก็สามารถสอบถามได้ที่ panyaads@gmail.com

Saturday, August 7, 2010

ทำไมคริสเตียนต้องประกาศข่าวประเสริฐ

หลายคนชอบมีคำถามว่า "ทำไมคริสเตียนต้องมาพูดเรื่องพระเยซูให้ฉันฟัง" ทั้งที่ฉันไม่ใช่คริสเตียน และหลายคนก็พยายามคิดไปต่างๆ นานา อาทิเช่น
  • คริสเตียนมีผลประโยชน์หรือเปล่า ในการพูดครั้งนี้
  • พวกนี้คลั่งในพระเจ้ามากเกินไป หรือเปล่า
  • พวกนี้หลอกลวงหรือเปล่า
และก็คงมีอีกหลายความคิด วันนี้ผมเลยอยากเขียนเรื่องนี้ในฐานะคริสเตียนคนหนึ่ง ที่กล้าบอกว่า การที่คริสเตียนพูดเรื่องพระเยซูนั้น ไม่ได้มีผลประโยชน์ และไม่ใช่เหมือนธุรกิจขายตรงที่มาขายสินค้าแน่นอน แต่ที่คริสเตียนเล่าเรื่องพระเยซูนั้น เพราะมีความจำเป็นที่ทุกคนในโลกต้องรู้

ก่อนอื่นผมอยากบอกทุกคนด้วยประโยคนี้ว่า

พระเยซูเกี่ยวข้องกับทุกคน แม้คุณจะเป็นคริสเตียนหรือไม่ก็ตาม

ทำไมผมจึงพูดแบบนี้ อ้าว!!! เพื่อนลองคิดตามง่ายๆ เวลาเพื่อนๆ นึกถึงพระเยซู หรือเห็นภาพพระเยซู เพื่อนๆ จะนึกถึงตอนที่พระเยซูทำอะไร ให้เวลาคิด 3 วิ

1... 2... 3...
หมดเวลาแล้วครับ ไม่รู้ว่าเพื่อนๆ คิดถึงภาพนี้หรือเปล่าครับ
ขอให้คลิกเข้าไปดูก่อน จะอ่านต่อ

มีใครร้องอ๋อบ้าง... ใช่ไหมครับ เวลาที่เราเห็นรูปพระเยซูเรามักจะเห็นตอนถูกตรึงที่กางเขน และเป็นภาพที่ถูก Present มากที่สุด เพื่อนๆ เคยสงสัยไหมครับว่า ทำไมต้องเป็นตอนถูกตรึงหรือพูดง่ายๆ คือ ทำไมต้องนำเสนอภาพพระเยซูตอนตายบ่อยที่สุด

ทั้งที่บุคคลสำคัญคนอื่น ยังมีตอนที่ทำอากัปกิริยาอื่นๆ เลย เช่น นั่ง ยืน หรือเดิน แต่พระเยซูกลับเป็นตอนตาย ทำไมหรือครับ เพราะเขามักจะโชว์ภาพบุคคลสำคัญต่างๆ ในช่วงเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุดของคนๆ นั้น เช่น ถ้าเป็นฮิตเลอร์เราคงเห็นภาพนี้

เป็นท่าประจำตัวของเขา เช่นเดียวกัน พระเยซูตอนถูกตรึงกางเขนเป็นเหตุการณ์ที่สำคัญที่สุด และถ้าถามว่า ทำไมจึงสำคัญ คุณอาจจะเคยได้ยินหรือได้เห็นข้อความที่บอกว่า

"พระเยซูมาตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคน"

คือผมอยากจะบอกคุณว่า พระเยซูเป็นบุคคลที่ประกาศตัวว่าเป็น "พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว"
พระองค์ไม่เคยบอกว่าตัวเองเป็น ศาสดาเอกหรือผู้สอนศาสนา สิ่งเหล่านี้มีคนไปตั้งให้พระองค์ทีหลัง แต่ตามประวัติศาสตร์หรือพระองค์บอกว่า ตัวเองคือพระเจ้า มารับความบาปแทนทุกคน และทุกคนที่พระองค์พูดคือใคร?
แน่นอน!!! มันหมายถึง เราทุกคน คุณและผม ทั้งที่เป็นคริสเตียนและไม่เป็นคริสเตียน เพราะพระเยซูไม่เคยบอกว่า มาตายเพื่อพวกคริสเตียนอย่างเดียวสักหน่อย หรือไม่เคยบอกว่ามาตายเพื่อจังหวัดอุบลฯ ที่เดียวเท่านั้น พระเยซูไม่ได้บอกอย่างนี้ แต่พระองค์บอกว่า มาตายเพื่อทุกคนครับ แค่ก็เกี่ยวข้องกับเราแน่นอน

คำถามต่อมาคือ แล้วทำไมพระองค์ต้องมาตายเพื่อเราล่ะ?

ผมอยากถามเพื่อนๆ ก่อนว่า เพื่อนๆ เคยทำบาปไหม และถ้าเคยทำ ทำเยอะขนาดไหน ถึง 1,000 ครั้งหรือเปล่า
ผมเดาว่าเพื่อนๆ ต้องตอบว่า เกิน 1,000 ครั้งแน่นอน เพราะอะไร อ้าว!!! ลองคิดดูง่าย ถ้าเราทำบาปวันละ 1 ครั้ง เช่น โกหก ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อิจฉา หรืออะไรก็ได้ ปีๆ หนึ่งมี 365 วัน เราก็ทำบาป 365 ครั้ง ถ้าเราอายุ 20 ปี เราจะทำบาปเท่าไหร่ครับ? ................. ทั้งหมด 7,300 ครั้ง เยอะไหมครับ นี่แค่อายุ 20 เองนะ

และผมเชื่อว่า เราทำบาปแล้ว ก็ต้องมีความรับผิดชอบต่อการกระทำ คือรับโทษบาปของเรา หรือการตกนรกบึงไฟ เพราะจริงๆ แปลกมากเรื่องสวรรค์ นรก เป็นเรื่องที่มีอยู่ในทุกความเชื่อ หรือทุกชนชาติ เป็นเรื่องสากล มนุษย์ทุกคนมีความรู้สึกว่า ทำผิดแล้วต้องรับผิดชอบ (วันหลังจะมาอธิบายเรื่องนี้ให้ละเอียดขึ้น)

และถามว่า เพื่อนๆ รับผิดชอบไหวไหมต่อความบาปอย่างน้อยๆ 7,300 ครั้ง หรืออยากรับผิดชอบไหม
ผมเชื่อเลย ว่าเราทุกคนไม่อยากรับผลของความบาป แม้เรานั้นเป็นคนทำเอง ดูง่ายๆ ขนาดตอนเราไม่อ่านหนังสือ เรายังรู้สึกว่า ไม่อยากสอบตกเลย จริงไหม ทั้งที่เรารู้ว่า เราเป็นคนเลือกที่จะทำมันเอง แต่เราก็ไม่อยากจะรับผลของมัน

และถามต่อว่า วันนี้มีวิธีไหนไหมที่จะลบความบาปออกไปจากชีวิตของเราบ้าง?

บางคนอาจจะตอบว่า ทำดีไง แต่ลองคิดดูสิครับ ทำดีเป็นคนละเรื่องกับทำบาป เราทำดีก็จะรับรับผลของความดี แต่ทำบาปก็จะรับผลของความบาป มันไม่ได้หักล้างกันสักหน่อย แม้มันชดเชยได้ แต่ก็เป็นแค่บางกรณีเท่าันั้น
คิดต่อซิมีวิธีอะไรอีกไหม .......... อาจจะคิดไม่ออกแล้ว

แต่วันนี้มีข่าวดีครับ คือ

"พระเยซูคริสต์ผู้ซึ่งเป็นพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียวมาตายเพื่อไถ่บาปมนุษย์ทุกคน และรับผิดชอบบาปของเราทุกคนทั้งหมด เพียงแค่เราเปิดใจเชื่อและต้อนรับพระองค์เข้ามาในใจ"

พูดง่ายๆ คือเพียงแค่เราเชื่อ เราก็รอดจากผลของความบาป เพราะอะไร ก็เพราะพระเยซูรับบาปของเราทั้งหมดแล้วที่ไม้กางเขนนั้นแล้ว และเพราะพระองค์เป็นพระเจ้าจึงทำสิ่งนี้ได้ การที่เราเปิดใจเชื่อเป็นเหมือนการที่เรายอมรับการช่วยเหลือของพระองค์

ไม่เพียงเท่านั้นพระเยซูพิสูจน์การเป็นพระเจ้าของพระองค์โดยการฟื้นขึ้นมาจากความตาย เป็นการพิสูจน์ว่า พระองค์ที่เราเชื่อสามารถมีชัยชนะเหนืออำนาจของบาปและความตายได้ (จะมาอธิบายเรื่องพระเยซูฟื้นพระชนม์เพิ่มเติมในภายหลัง)

นี่แหละครับ เหตุผลที่คริสเตียนต้องเล่าเรื่องพระเยซูให้คนอื่นฟัง เพราะมันมีผลต่อเรื่องจิตวิญญา่ณของเขา ว่า เขาจะรับโทษบาปหรือจะยอมรับการช่วยเหลือจากพระเยซูคริสต์ พระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว

ถ้าเพื่อนๆ อยากเชื่อวางใจในพระเยซูคริสต์ นี่คือตัวอย่าง คำอธิษฐานต้อนรับพระเยซูคริสต์ ครับ ขอให้อธิฐานด้วยความจริงใจและสมัครใจครับ ขอพระเจ้าอวยพรทุกคนครับ