อะไรที่ทำให้ท่านอัครทูตเปาโลกล่าวว่า “เราถูกขนาบรอบข้าง แต่ไม่ถึงกับกระดิกไม่ไหว เราจนปัญญาแต่ก็ไม่ถึงกับหมดมานะ เราถูกข่มเหงแต่ก็ไม่ถูกทอดทิ้ง เราถูกตีลงแล้ว แต่ก็ไม่ถึงตาย เราแบกความตายของพระเยซูไว้ที่กายของเราเสมอ เพื่อว่าชีวิตของพระเยซูจะปรากฏในกายของเราด้วย” (๒ โครินธ์ ๔: ๘-๑๐)ท่านเปาโล คนนี้เคยเป็นผู้ข่มเหงคริสตจักร เคยขออำนาจทางการเพื่อตามจับคริสเตียนไปจำไว้ในคุก เป็นผู้ข่มเหงคริสตจักร แต่เมื่อพระเจ้าทรงปรากฏแก่ท่านตามทางที่ไปเมืองดามัสกัสนั้น ท่านจึงกลับใจใหม่ กลายเป็นผู้เชื่อที่มีความเชื่อที่อุทิศตัวเพื่อข่าวประเสริฐ และกลายเป็นมิชชั่นนารีที่พระเจ้าทรงใช้ให้นำข่าวประเสริฐไปถึงชนชาติ อิสราเอลและยังคนต่างชาติด้วย
ท่านกล่าวถึงประสบการณ์ในการรับใช้พระเจ้าของท่านว่า “แต่เราผู้เป็นคนรับใช้ของพระเจ้า ได้กระทำตัวให้เป็นที่ชอบในการทั้งปวง โดยความเพียรอดทนเป็นอันมาก ในความทุกข์ยาก ในความขัดสน ในเหตุวิบัติ ในการถูกเฆี่ยน ในการที่จำคุก ในการวุ่นวายในการงานต่างๆ ในการอดหลับอดนอน ในการอดอาหาร โดยความบริสุทธิ์ โดยความรู้ โดยการไม่โกรธเร็ว โดยใจกรุณา โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ โดยความรักแท้ โดยถ้อยคำสัตย์จริง โดยฤทธิ์เดชของพระเจ้า ใช้เครื่องอาวุธแห่งความชอบธรรมด้วยมือขวาและมือซ้าย ทั้งเวลามียศและเวลาอัปยศ ทั้งเวลาลือกันว่าชั่วและเวลาลือกันว่าดี ถูกเขาหาว่าเป็นคนล่อลวงเขาให้หลง แต่ยังเป็นคนที่สัตย์ซื่อ ถูกเขาหาว่าเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ยังเป็นคนที่เขาทั้งหลายรู้จักดี เป็นคนตาย แต่ดูเถิด เรายังเป็นอยู่ เป็นคนถูกเฆี่ยนแต่ยังไม่ตาย เป็นคนที่มีความทุกข์ แต่ยังมีความยินดีอยู่เสมอ เป็นคนยากจน แต่ยังทำให้คนเป็นอันมากมั่งมี เป็นคนไม่มีอะไรเลย แต่ยังมีสิ่งสารพัดบริบูรณ์” (๒ โครินธ์ ๖: ๔ - ๑๐)
ท่านกล่าวถึงการทนทุกข์ในฐานะอัครทูตของท่านว่า “...ข้าพเจ้าติดคุกมากกว่าเขา ข้าพเจ้าถูกโบยตีเกินขนาด ข้าพเจ้าหวิดตายบ่อยๆ พวกยูเดียเฆี่ยนข้าพเจ้าห้าครั้งๆละสามสิบเก้าที เขาตีข้าพเจ้าด้วยตะบองสามครั้ง เขาเอาก้อนหินขว้างข้าพเจ้าครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าเผชิญภัยในเรือแตกสามครั้ง ข้าพเจ้าลอยอยู่ในทะเลวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ข้าพเจ้าต้องเดินทางบ่อยๆ เผชิญภัยอันน่ากลัวในแม่น้ำ เผชิญโจรภัย เผชิญภัยจากชนชาติของข้าพเจ้าเอง เผชิญภัยจากคนต่างชาติ เผชิญภัยในนคร เผชิญภัยในป่า เผชิญภัยในทะเล เผชิญภัยจากพี่น้องทรยศ ต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก ต้องอดหลับอดนอนบ่อยๆ ต้องทนหนาวและเปลือยกาย และนอกจากนั้นยังมีการอื่นที่บีบข้าพเจ้าอยู่ทุกวันๆ คือความกระวนกระวายถึงคริสตจักรทั้งปวง มีใครบ้างเป็นคนอ่อนกำลังและข้าพเจ้าไม่อ่อนกำลังด้วย มีใครบ้างที่ถูกนำให้สะดุด และข้าพเจ้าไม่เป็นทุกข์เป็นร้อนด้วย......ผู้ว่าราชการเมืองของกษัตริย์อา เรทัสในนครดามัสกัส ให้ทหารเฝ้านครดามัสกัสไว้เพื่อจะจับตัวข้าพเจ้า แต่เขาเอาตัวข้าพเจ้าใส่กระบุงใหญ่หย่อนลงทางช่องที่กำแพงนคร ข้าพเจ้าจึงพ้นจากเงื้อมมือของท่านผู้ว่าราชการ” (๒ โครินธ์ ๑๑: ๒๓(ค) - ๒๙, ๓๒, ๓๓)
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงบางส่วนที่ท่านเปาโล อัครทูตขององค์พระเยซูคริสต์ผู้นี้ต้องทนทุกข์ แต่ในบรรดาความทุกข์ยากเหล่านั้น ท่านไม่เคยแสดงอาการของความผิดหวังในการติดตามองค์พระผู้เป็นเจ้า หรือเสียดายที่ถวายตัวรับใช้พระองค์ ตรงกันข้าม ท่านกลับกล่าวว่า “ข้าพเจ้าไม่ได้บ่นถึงเรื่องความขัดสน เพราะข้าพเจ้าจะมีฐานะอย่างไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็เรียนรู้แล้วที่จะพอใจอยู่อย่างนั้น ข้าพเจ้ารู้จักที่จะเผชิญกับความตกต่ำ และรู้จักที่จะเผชิญกับความอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าในกรณีใดๆ ข้าพเจ้ารู้จักเคล็ดลับที่จะเผชิญกับความอิ่มท้องและความอดอยาก ความอุดมสมบูรณ์พูนสุข และความขัดสน ข้าพเจ้าผจญทุกสิ่งได้ โดยพระองค์ผู้ทรงเสริมกำลังของข้าพเจ้า” (ฟิลิปปี ๔: ๑๑ - ๑๓)
ในพระธรรมกิจการ พระธรรมโรม และในจดหมายฝากทั้งหลายที่กล่าวถึงเรื่องราวของท่านผู้นี้ ได้บอกเราและชี้ให้เราเห็น บุคคลผู้หนึ่งที่ไม่เคยยอมให้สถานการณ์ใดๆในชีวิตเข้ามาทำลายความเชื่อที่ ท่านมีต่อองค์พระผู้เป็นเจ้า และไม่เคยปล่อยให้บรรดาความทุกข์ยากทั้งหลายทำให้จิตใจของท่าน หดหู่หรือริบหรี่ลงไปเลย ข่าวประเสริฐของพระคริสต์ปรากฏอยู่ในชีวิตของเปาโล ที่ใครๆก็สามารถอ่านออกและเห็นได้ ความเชื่อของท่าน ไม่ใช่เป็นเรื่องของสิ่งที่ปิดซ่อนอยู่ในจิตใจที่ใครๆไม่สามารถมองเห็น แต่ได้ประจักษ์แก่ตาของคนทั้งปวงแล้วว่า ท่านเป็นผู้ที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่จะถูกเรียกว่า เป็นทูตของพระคริสต์
ข้าพเจ้ารักที่จะอ่านและทบทวนเรื่องราวของท่านเปาโลบ่อยๆ บุรุษผู้ไม่เคยยอมให้โซ่จำจองข่าวประเสริฐไว้ได้ ผู้ไม่เคยยอมให้ความทุกข์ทำให้ความยินดีและสันติสุขและความเชื่อในองค์พระผู้เป็นเจ้าถดถอยไปจากใจ บุรุษผู้เข้าใจเป็นอย่างดีถึงคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “บ่าวไม่มีบุญคุณต่อนาย” เป็นคนที่ รักพระเจ้าสุดใจ สุดจิต สุดความคิดและสุดกำลังอย่างแท้จริง ท่านได้ให้พระเจ้าเป็นทางเลือกเดียว เป็นความพึงพอใจเดียวของท่าน ท่านเป็นผู้ที่ตระหนักถึงความสำคัญและคุณค่าของข่าวประเสริฐและยึดมั่นที่ จะให้พระมหาบัญชาขององค์พระเยซูคริสตเจ้าทรงสำเร็จในชีวิต แม้ความตายก็ไม่อาจขู่ให้ท่านหยุดเดินหน้าต่อไปในการรับใช้พระเจ้า แม้ผู้ที่มีอำนาจทางราชการและผู้มีตำแหน่งสูง ต่อหน้าศาลหรือต่อหน้ากษัตริย์ ก็ไม่สามารถหยุดยั้งท่านจากการเป็นพยานเพื่อพระคริสต์ แม้ว่าจะถูกขังอยู่ในคุกไม่มีธรรมาสต์ให้เทศนา แต่ท่านได้ใช้กระดาษให้เป็นธรรมาสต์และใช้ตัวหนังสือเป็นคำเทศนา นี่คือเปาโล อัครทูตผู้ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฤทธิ์เดชของพระเจ้าอยู่ในตัวของท่านเสมอ ชีวิตของพระคริสต์ออกฤทธิ์อยู่ในท่านเสมอ ท่านเดินตรงไปข้างหน้าอย่างคนที่รู้ทิศทางเป็นอย่างดี เดินไปอย่างคนที่มีเป้าหมาย ท่านฉวยโอกาสเสมอที่จะนำคนเข้าแผ่นดินสวรรค์ และไม่ปล่อยเวลาให้สูญเสียไปเปล่าๆกับสิ่งไร้สาระ ท่านสามารถกล่าวอย่างเต็มปากและเต็มคำว่า “เพราะว่าสำหรับข้าพเจ้านั้น การมีชีวิตอยู่ก็เพื่อพระคริสต์ และการตายก็ได้กำไร” (ฟิลิปปี ๑: ๒๑)
จะให้ข้าพเจ้ากล่าวอะไรถึงท่านผู้นี้อีกเล่า เพราะสิ่งที่ท่านได้ทำนั้นมากกว่าที่ข้าพเจ้าจะสามารถนับให้ครบถ้วนได้ท่าน อัครทูตเปาโล เป็นผู้ที่รู้ซึ้งและซาบซึ้งถึงพระคุณและการไถ่ของพระเยซูคริสต์เป็นอย่างดี การซาบซึ้งถึงพระมหากรุณาธิคุณขององค์พระผู้เป็นเจ้านั้นทำให้ท่านอุทิศ ชีวิตเพื่อข่าวประเสริฐ ดังที่ท่านได้กล่าวไว้ว่า “ข้าพเจ้าเป็นหนี้ทั้งพวกอารยะและพวกอานารยะชนด้วย เป็นหนี้ทั้งพวกนักปราชญ์และคนเขลาด้วย” (โรม ๑: ๑๔)
เราทั้งหลายก็เป็นคนที่ได้รับพระคุณของพระเจ้าเหมือนอย่างท่านเหมือนกันมิ ใช่หรือ? พระเยซูคริสตเจ้าได้จ่ายค่าไถ่ตัวเราเท่าๆกับที่จ่ายให้ท่านเปาโลด้วยมิใช่ หรือ? แต่อะไรเล่าที่ทำให้เราไม่สามารถเกิดผลเพื่อพระเจ้าได้เต็มที่อย่างที่ท่าน ได้เกิดผลนั้น? พระเยซูคริสตเจ้าได้ทรงเคยเล่าเรื่องหนึ่งที่ในบ้านของซีโมนพวกฟาริสีว่า “....เจ้าหนี้คนหนึ่ง มีลูกหนี้สองคน คนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าร้อยเหรียญเดนาริอัน อีกคนหนึ่งเป็นหนี้เงินห้าสิบเหรียญ เมื่อเขาไม่มีอะไรจะใช้หนี้แล้ว ท่านจึงโปรดยกหนี้ให้เขาทั้งสองคน ในสองคนนั้น คนไหนจะรักนายมากกว่า” (ลูกา ๗: ๔๑, ๔๒)
หลายครั้งที่เราไม่เคยตระหนักว่า “หนี้” หรือ “ค่าจ้างของความบาป” ที่เราต้องจ่ายนั้นสูงกว่าที่เราจะสามารถจะจ่ายได้ด้วยตัวเอง หรือเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทำได้เลย ถ้าปราศจากค่าไถ่ที่พระเยซูคริสตเจ้าทรงจ่ายแทนเราแล้วนั้น เราทุกคนก็ต้องมีปลายทางที่เหมือนกันทั้งหมด คือ ถูกพิพากษาลงโทษให้ตกนรก ทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัสในบึงไฟกำมะถันที่ไม่รู้ดับ ต้องทรมานกับการชอนไชของหนอนที่ไม่ตาย ต้องอยู่ในที่ๆขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ในที่ของคนบาปและอยู่กับความพินาศนิรันดร์กาล!
อย่าให้เราพูดอย่างบ่าวที่ไม่รู้คุณนายเลย “ก็ฉันไม่ใช่เปาโลนี่” หรือ “พระเจ้าทรงให้ฉันเกิดผลได้แค่นี้ แค่นี้ก็ดีเหลือหลายแล้ว” มารซาตานทำให้คริสเตียนมากมายใช้ชีวิตอยู่กับเหตุผลจอมปลอมเหล่านี้ เพื่อขัดขวางเขาจากการเกิดผลที่พระเจ้าทรงเตรียมไว้แก่เขานั้น มันกล่าวกับจิตที่เห็นแก่ตัวของเราว่า “ไม่ต้องไปอะไรมากนักหรอก แค่ได้เข้าสวรรค์ฉันก็พอใจแล้ว” มันทำให้คริสเตียนมากมายพอใจที่จะปล่อยเวลาให้หมดไปกับเรื่องไร้สาระมากกว่า ที่จะจดจ่ออยู่กับการนำวิญญาณ อย่าให้มารร้ายหลอกเราด้วยคำที่ว่า “แกไม่สามารถจะเกิดผลมากเพื่อพระเจ้าได้หรอก เพราะ....” จงรู้เถิดว่า คำเหล่านั้นเป็นคำโกหก เพราะมันเป็นพ่อแห่งการมุสา คริสเตียนทั้งหลายเอ๋ย จงรู้เถิดว่า ถ้าพระเจ้าผู้ทรงสามารถเนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลกจากสิ่งที่ไม่มี ให้มีขึ้นมาได้ เราก็จงรู้และเชื่ออย่างสุดใจเถิดว่า พระเจ้าทรงสามารถทำให้คนธรรมดาสามัญอย่างข้าพเจ้าและอย่างท่าน เป็นคนเหล่านั้นที่เขาจะเรียกอย่างที่เขาได้เรียกคริสเตียนยุคแรกแล้วว่า “คนเหล่านั้นที่เป็นพวกคว่ำโลกมนุษย์..” (กิจการ ๑๗: ๖)
ทุกๆวัน พระเจ้าทรงแสวงหาคนเช่นเปาโล คือคนที่พระองค์จะทรงสำแดงฤทธิ์อำนาจของพระองค์ผ่านชีวิตของเขา....ท่านจะยินดีเป็นคนๆนั้นไหม?
ที่มา : ข่าวคริสตชน www.KaoChristian.com
No comments:
Post a Comment